ไม่ได้เขียนบล็อกในช่วงนี้ แต่ก็ยังไม่ได้หายไปไหนหรอกนะครับ เพราะยังรักที่นี่ รักเด็กชายคนนี้อยู่เสมอ

จำได้แม่นยำ ว่าวันนี้คือวันคล้ายวันเกิดของเขา จึงต้องเข้ามาอวยพร ให้รู้ว่าเรายังรักกันอยู่นะ

รักเอ็กซ์ทีน

สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดนะครับ

 

จุ๊บ จุ๊บ

 

.

.

ปล. ช่วงนี้คงไม่ได้เขียนอีกนานเลย เพราะกำลังถูกรับน้องอย่างเมามันทีเดียว

แต่เห็นเอ็กซ์ทีนมีกิจกรรม สงสัยต้องหาเวลามาร่วมสนุกหน่อยละ

ถือว่า ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆครับ ที่ติดห้อยตามคุณหญิงแม่สุดที่รักไปพักร้อนในช่วงต้นเดือนเมษา ที่ผ่านมา เพราะถ้ารอไปช่วงสงกรานต์ คงจะต้องเซ็งเป็ดสุดชีวิต

อันที่จริง คุณหญิงแม่ ได้รับคำเชิญชวนจากครอบครัวของน้องสาวตัวเอง ให้ไปเป็นเพื่อนปฏิบัติธรรมทีถิ่นของเขา นั่นคือบุรีรัมย์ ซึ่งคุณหญิงแม่ ก็ได้แต่ปฏิเสธ บอกเหตุผลชักแม่น้ำทั้งห้าในการที่จะไม่ไป แต่เพียงแค่น้องคุณหญิง บอกว่า เดี๋ยวค่่าทุกอย่างจ่ายให้ เท่านั้นแหละ นู่น คุณหญิงแม่เตรียมเล็ตซึโก แพ็คกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว (อันหลังนี่เวอร์ไป) แถมชวนผมให้ไปเป็นเพื่อนด้วย เธอบอกว่า เธอไม่กล้าไปคนเดียว กลัวหลง ส่วนผมก็อยากไปเที่ยวอยู่ละ จึงไม่ลังเลใจที่จะตอบตกลง (แต่ไม่ตกลงที่จะไปปฏิบัติธรรมด้วยหรอกนะ)

โดยที่คุณหญิงแม่ก็ชะล่าใจ ดั๊นไปจองตั๋วรถไฟก่้อนออกเดินทางแค่ 3 วัน ทั้งๆที่รู้เรื่องมาเป็นอาทิตย์ ทำให้พลาดตู้ปรับอากาศชั้น 2 ไปอย่่างไม่น่าให้อภัย สุดท้ายถูกผลักให้ไปนั่งตู้ชั้น 3 ในราคาที่นั่งละ 219 บาท (แพงโคด!) ขณะที่ตู้ชั้น 2 ราคาต่างกันไม่ถึงร้อย ซึ่งอันที่จริง เรื่องราคา เราก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว ก็มีคนออกให้นินา

แล้วเอาไงละทีนี้  แค่ผมรู้ข่าวว่าจะไปรถชั้น 3 เท่านั้นแหละ เข่าทรุด!!!

วันที่ 1 : 3 เมษายน 2552

วันนี้เป็นวันที่สองแม่ลูก จะออกเดินทาง รถไฟออกจากหัวลำโพงสามทุ่มห้าสิบ เราก็นั่งรถเมล์สาย 7 จากบ้าน ไปลงที่หัวลำโำำพง ประมาณสองทุ่มครึ่ง ก็ไปนั่งรอในหัวลำโพง ผมก็อ่านหนังสือที่ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือมาอ่านเพลินๆ รอจนถึงเวลา ก็เดินไปที่ชานชาลา 7 ขึ้นรถ

โอ้ แม่ เจ้า โว้ย

คนพรึ่บ ยืนกันให้พรั่บ แต่ละคนก็หน้าตาดิบ เถื่อน เซ็กซี่ ทั้งนั้น
คือขึ้นไป นี่ ก็นึกพลางไปว่า เอ๊ เรามาขอเขาโดยสารฟรีรึเปล่า ทำไมสภาพขบวน มันถึงได้โกโรโกโส เหมือนเดินอยู่ในสลัมซัมเมอร์เซลล์เช่นนี้

โชคยังดี ที่ตั๋วที่คุณหญิงแม่ซื้อระบุที่นั่งไว้ ทำให้เรามีที่นั่ง ซึ่งไอ้ที่นั่ง ที่เรานั่ง ก็ดั๊นมีคนไปนั่งสวมรอยเรียบร้อย แต่ก็นับว่า เราเป็นผู้ที่พิทักษ์สิทธิของตน เราจึงขอทวงคืน ณ บัด now

ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ ก็ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง ซึ่งเป็น 7 ชั่วโมงที่ต้องทน ทน และก็ทน นอกจากจะปวดตูดตลอดการเดินทางจนนอนไม่หลับ กลายเป็นอัจฉริยะข้ามคืนแล้ว คุณพระ ข้าพเ้จ้าไม่อาจเดินไปยืดเส้น ยืดสายได้เลย เพราะตรงพื้นทางเดิน ถูกจับจองเป็นที่นอน ของผู้โดยสารที่ไม่มีืที่นั่งกันหมดแล้ว ไม่เว้นแม้กระทั่ง ทางขึ้นลง ของขบวนรถ

แถมบางคนนอนไม่หลับ ก็คุยกันเสียงดังอีก คุยกันแต่เรื่องบัดสี เหมือนจะกรึ่มๆมา่ก่อนขึ้นขบวนด้วย เคยฟังมั้ย เพลงแร็พเตอร์อะ ไม่เอานะเกรงใจ ไม่ดีหรอกเกรงใจ

สรุป 219 บาท ที่จ่ายให้ รอ ฟอ ทอ โคดจะคุ้มเลย ขอบอก

 

วันที่ 2 : 4 เมษายน 2552

ผมไำปถึงที่สถานีรถไฟห้วยราช ตอนตีห้านิดๆ ก็มีคุณน้า ขับรถมารออยู่แล้ว ก็สวัสดีแบบมึนๆ ทักทายตามประสาผู้อาวุโสน้อยกว่า แต่ก็พูดตามตรงว่ามึนมาก คือพอไปถึงบ้านเค้าปุ๊ป ยังไม่ทันจะได้ไปจ๊อกกิ้ง และก็จิบโอวัลตินร้อนๆ อย่างที่เคยทำทุกวัน ก็คร่อกฟี้ ไปซะแล้ว ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เกือบบ่าย ถูกทิ้งอยู่บ้านน้าคนเดียว กับน้องชิห์สุ อีกตัวนึง

ก็รู้สึกเบื่อๆ หิวด้วย ก็เลยต้มมาม่า ที่บ้านน้านั่นแหละ ประทังชีวิต
เป็นมื่อที่มาม่า อร่อยอย่างยิ่ง

กินเสร็จก็นอนดูเนื้อคู่ประตูถัดไป แต่ช่อง 9 ที่นู่น ไม่ชัดเป็นอย่างยิ่ง มีอยู่ช่องเดียวที่ชัดแจ๋วเลย คือ ช่อง 7 สี มิน่าละ ช่อง 7 ถึงเรตติ้งดีตลอดกาล

ชักเบื่อๆ เหงาปากอยากทานขนม เลยเดินออกไปนอกบ้าน เผื่อจะมีีเซเว่น หรือร้านโชห่วยบ้าง

พระพุทธเจ้า!!! ไม่มี ไม่มี และก็ไม่มี
อะไรมันจะเงียบได้ขนาดนี้

ผิดหวังมาก เลยกลับเ้ข้าไปในบ้าน ไปเปิดคอมนั่งเล่น ลั้ลลาๆ

นู่นเืกือบสองทุ่ม คุณน้าซึ่งเป็นสาละมี ของน้องของคุณหญิงแม่ก็กลับมา และก็พอออกไปกินข้าวในตัวเมือง และก็จองตั๋วรถไฟล์ขากลับ ซึ่งคราวนี้ก็ได้ชั้นสองสมใจ (สบายแล้ว yeah!) พร้อมกับทิ้งคุณหญิงแม่ และภรรยาตัวเอง ไว้ในสถานปฏิบัติธรรมเรียบร้อย

จากกันโดยไม่ได้ร่ำลา

 

วันที่ 3 : 5 เมษายน 2552

วันนี้ถือว่าคุ้มค่าที่สุด เพราะคุณน้าสุดหล่อ (พอสมประโยชน์ก็ชมเชียว) จะพาไปเที่ยวปราสาทหินพนมรุ้ง แต่ว่าก่อนอื่น คุณน้า ก็ขับรถพาผมจากห้วยราช ไปลำปลายมาศ เพื่อไปรับญาติโกโหติกา อีก 4 ชีวิต ไปในทริปนี้ด้วย และแล้ว เราก็เล็ตซึโก จากลำปลายมาศ ผ่านห้วยแถลง ไปเฉลิมพระเกียรติ และก็ขึ้นเขาไปยังเป้าหมายปลายทาง

พอไปถึงปุ๊ป ก็เสียค่าเข้าชม + ค่าจอดรถตามระเบียบ คือเด็ก 10 บาท ผู้ใหญ่ 20 บาท รถอีก 50 บาท

เนื่องจากจอดรถบริเวณด้านหลังปราสาท จึงทำให้คณะ ได้ชมปราสาท จากหลังปราสาท ไปบริเวณด้านหน้าปราสาทก็พอเก็บภาพสวยๆงามๆ มาฝากได้เล็กน้อยนะขอรับ (ให้รู้ว่าไปมาจริง แค่นั้น ) มีภาพของทับหลังที่เราทวงคืนกลับมาได้สำเร็จด้วย

 

อากาศในวันที่เที่ยวก็ถือว่าร้อน แต่ร้อนที่นั่นผมกลับรู้สึกว่า มันร้อนแบบสดชื่น คือที่นั่น อากาศดีกว่ากรุงเทพฯมากๆ อย่างที่จมูกของผมสัมผัสได้ แต่ที่กรุงเทพฯร้อนหงุดหงิด ยิ่งช่วงนี้ยิ่งหงุดหงิด ไอ้พวกชอบปิด ชอบทำลาย^99

น่าเสียดายที่ไม่ได้รอดูพระอาทิตย์ตกถึงเย็น เพราะเค้าบอกว่าช่วงวันที่ผมไป นี่เป็นช่วงที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตกทะลุช่องต่างๆในประสาทได้

แต่ที่น่าเจ็บใจ คือข้าวมื้อกลางวัน ที่คณะพากันไปทาน ตรงร้านค้าด้านหน้าทางเข้าประสาท สั่งข้าว 1 โถ ไก่ย่าง อ่อมกระดูกหมูอ่อน หมูแดดเดียว น้ำตกหมู น้ำเปล่าขวดใหญ่แค่ขวดเดียว กินกัน 4 คน ให้ทายครับเท่าไหร่

ไม่ต้องละ เฉลยดีกว่า ตั้งเกือบหกร้อยบาท ครับ แม่เจ้า!!! ราคาเหมือนกับอาหารในวัง ให้ตายเถอะ

จะพยายามคิดว่า เป็นการช่วยกระจายรายได้ให้ก็แล้วกัน

เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก
(แต่คนจ่ายตังค์ อาจจะกำลังอัตคัดได้ในเร็ววัน ๕๕๕)

เอาไปกินหมูกระทะ ในตัวเมือง ท่าจะดูคุ้มกว่ากันแยะ

แนะนำสำหรับคนที่จะเดินทางไป เอาอาหารไปกินเองดีกว่าครับ ไปปูเสื่อนั่งปิกนิกกินกันตรงจุดชมวิว สุขใจกว่ากันเยอะ

ช่วงเย็นน้าก็พากลับไปที่ลำปลายมาศ ลมพัดแบบชิลล์ๆ นั่งดูลีซาน กินยำไข่มดแดง อย่างสบายใจ
เปรี้ยวๆ มันๆ เผ็ิดอย่าบอกใครเชียว

แต่ก็มีเหตุการณ์ให้เสียฟอร์มอยู่บ้าง คือ  น้า่เค้าใช้น้องผู้หญิงให้ไปซื้อของที่เซเว่น (ตอนนั้นสารภาพว่า หูผึ่ง ตาลุกวาวเป็นประกาย ^0^) ผมก็เลยอาสา บอกไปด้วยๆ ก็นึกว่าจะเ้ดินไป ที่ไหนได้ต้องขับมอเตอร์ไซค์ไป กรรม ผมขับมันไม่เป็น เลยต้องซ้อนสาวอายุน้อยกว่า อายมากๆ ทำไงได้ คนมันถนัดขึ้นแต่รถเมล์ กับโบกแท็กซี่นี่นา

วันนี้เดินทางทั้งวัน ทำให้ทราบว่า

ร้อยละ 80 ของครัวเรือนในบุรีรัมย์ ติดจานดาวเทียม ทั้งจานเล็ก จานใหญ่ จานเหลือง จานแดง พรึ่บไปหมด ส่วนสาเหตุก็น่าจะมาจาก สัญญาณฟรีทีวีที่นี่มันไม่ค่อยจะชัดนั่นเอง

และก็อยู่ที่จังหวัดนี้ ถ้าไม่มีจักรยาน มอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์ ลำบากแน่นอน

และก็พรรคภูมิใจไทยที่นั่นป๊อปมากๆ (จะรู้ไปทำไมละนั่น)

 

วันที่ 4 : 6 เมษายน 2552

วันนี้วันจักรี น้าผมเป็นผู้กอง ต้องไปทำพิธีอะไรบางอย่างนี่แหละ ก็เลย ทิ้งผมให้อยู่กับบ้าน กับนังหมูหยอง หมาชิห์สุ อีกตามเคย แต่วันนี้ดูท่าสวรรค์จะเป็นของผมแล้ว เพราะเมื่อวานซื้อของจากเซเว่นมาตุนไว้เยอะ ไม่เหงาปากแล้ว เล่นคอม ดูทีวี สบายใจเฉิบ

ตกเย็น น้าเค้าก็ไปรับเด็กที่ลำปลายมาศมานอนด้วย ก็เลยออกไปเล่นเปตองที่สนามข้างๆบ้านพัก ใครแพ้ ล้างจาน แต่เสียใจครับ คนที่โชคร้ายคนนั้น ไม่ใช่ผม ระดับไหนแล้ว ๕๕๕

ตกดึกดูบางจะเกร็งละก็ขึ้นนอน

 

วันที่ 5 : 7 เมษายน 2552

วันนี้ ต้องเดินทางกลับแล้วครับ เพราะบังเอิญวันที่ 8 ผมต้องเข้ามหาวิทยาลัย เลยถูกฟิกซ์ไว้ตายตัว

ก็ช่วงสายๆ ก็ไปรับคุณหญิงแม่ ที่สำนักปฏิบัติธรรม คุณพระ! มันช่างเหมือนรีสอร์ทอะไรเช่นนี้ ก็ห้องพักเล่นมีทั้งเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องซักผ้า ห้องน้ำในตัว มันรีสอร์ทชัดๆ

มิน่า ดูหน้าตาอิ่มเอิบ ไม่ได้คิดถึงคุณลูกเลยสักนิด ห้วยๆๆๆ

พอใกล้เที่ยง ก็ไปรอที่สถานีรถไฟ ขึ้นรถไฟ กลับบางกอก อย่างที่บอกว่า ขากลับได้ขึ้นชั้นสอง เลยอารมณ์ดี มองดูวิวทิวทัศน์ตลอดทาง ของกิน ก็มีพ่อค้าแม่ค้า มาจำหน่ายอยู่เรื่อยๆ ไม่อดตาย

ถึงหัวลำโพง ประมาณเกือบๆสามทุ่ม (ตรงเวลามากๆ)

หัวลำโพงในวันที่ 7 เมษา ยังคึกคักไปด้วยผู้คนมากมาย

ไม่น่าเชื่อ ว่า ในวันนี้ มันไม่เป็นเช่นนั้น

มันโดนคนบางกลุ่มมายึดไปเสียแล้ว

ใครจะเดินทางไปกลับด้วยรถไฟ ก็เช็คข้อมูลข่าวสารกันหน่อยนะครับ เป็นห่วง

คิดไป คิดมา

ผม กับ คุณหญิงแม่นี่โชคดีเป็นที่สุด

.

.

.

 

รักผู้สูงอายุ รักครอบครัว รักประเทศไทย

สวัสดีปีใหม่ครับ

 

อากาศร้อนๆ ใจร่มๆ มาสาดน้ำกันดีกว่าครับ yeah!