คนลิขิต หรือจะสู้ฟ้าลิขิต (รึเปล่า!?!)
posted on 06 Oct 2007 22:16 by bombaydrive in Lifeโอ้ววว ไม่ได้แต่บล็อกนี้มากี่วันแล้วนี่ ถ้าใช้วิธีนับนิ้วนี่ สงสัยต้องพึ่งคนทั้งซอยแน่ๆเลย (เว่อร์ ซะ) เปล่าหรอกครับ ช่วงนี้ผมทุ่มเทกับการสอบอย่างจริงจัง เพราะรันทดกับเกรดเฉลี่ยรวมของตัวเอง ที่ยังไม่ถึงสามซักที ก็กะว่าเทอมนี้ จะต้องปั้นเกรดให้สูงที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อเกรดเฉลี่ยรวมที่น่าภาคภูมิใจนั่นเอง (ท่าทางจะยากยิ่งพอๆกับการปักธงชาติบนยอดเขาเอเวอเรสต์อยู่พอสมควร)
แต่นั่นมันก็ผ่านมาแล้ว ส่วนผลออกมาจะหมู่หรือจ่าคงต้องปล่อยให้ฟ้าลิขิตต่อไป เพราะคนลิขิตอย่างผมมันหมดหน้าที่ ตั้งแต่วินาทีแรกของการสอบแล้ว
พูดถึงเรื่องของลิขิตเนี่ย ผมว่ามันมีจริงนะครับ จริงๆผมก็ไม่ได้งมงายเรื่องโชคชะตา ดวงเดิงอะไรนั่นหรอก แต่ด้วยอะไรหลายๆอย่างที่เข้ามาในชีวิตวัยสะรุ่นของผมช่วงนี้มันก็อดคิดไม่ค่อยได้ ว่าเอ๊ะ! นี่มันคนลิขิต หรือใครลิขิตกัน ทำไมมันช่างบังเอิญอย่างนี้นัก
ปลายเดือนสิงหาคม หลังวันแม่ประมาณอาทิตย์นึง ผมก็ได้ข่าวด่วนจากญาติๆที่เมืองกาญจน์โทรมาบอกตอนวันอังคารเย็นว่ายายแท้ๆของผม อาการเริ่มแย่ ผมนี่ก็งงว่า อะไรกัน เมื่อวันแม่ผมได้คุยกับยาย ก้ยังดีๆอยู่แข็งแรงดี แต่เวลาเพียงช่วงอาทิตย์เดียว อยู่ดีๆ ยายก็ทรุดลงหนัก แม่ของผมตอนแรกก็บอกว่า เนี่ยคงจะโรคประจำตัวกำเริบ ก็คือไม่คิดอะไร ผมได้ยินอย่างนั้นก็ไม่คิดอะไร พอวันรุ่งขึ้นผมตื่นมาตอนตีห้า ก็เตรียมไปเรียนปกติ ทุกอย่างก็ยังปกติ แต่พอตอนเย็นประมาณเกือบๆทุ่ม ผมเรียนเสร็จก็กำลังเดินทาง พี่ชายก็โทรมาบอกว่า เนี่ยแม่ไปไหนเหรอ ผมก็อ้าว แม่ก็อยู่บ้านนี่ ผมก็เริ่มรู้สึกไม่ดีละ ก็เลยโทรไปถามแม่ แม่รับสายก็บอกว่าอยู่เมืองกาญจน์ ผมก็ไม่รู้บ้าอะไร ว่าแม่ซะอย่างนั้น บอกแม่ว่าทำไมไปไม่บอก อยู่ดีๆคิดจะไปก็ไป แม่ก็ไม่พูดอะไร ผมก็ถามย้ำว่าแม่จะกลับวันไหน แม่ก็บอกว่า 2-3วันคงกลับ อยากมาเห็นอาการยายกับลูกกะตาตัวเองเฉยๆ
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแม่ผมเค้ามีอะไรดลบันดาลใจรึเปล่าที่จะไปในครั้งนี้ แบบปัจจุบันทันด่วน เพราะเช้ารุ่งขึ้นอีกวัน ขณะที่บ้านที่ยายอยู่ ไม่มีใครอยู่ นอกจากแม่ผม เพราะคนอื่นๆไปทำงานกันหมด ยายก็เสียไปดื้อๆ ตอนประมาณเที่ยงวัน แม่เล่าให้ฟังว่า พอตื่นมาตอนเช้า แม่ก็ลงมาเช็ดตัวให้ยาย และก็เตรียมข้าวต้มมาให้ ยายก็ยังพูดคุยกันดีๆ พอสักพักยายบ่นว่ารู้สึกเหมือนจะถ่ายอุจจาระ ซึ่งตอนนี้สีหน้ายายก็เริ่มไม่ดีแล้ว แต่แม่ก็ไม่ได้เอะใจเพราะนึกว่า แกคงจะกำลังอั้นอยู่กระมั้ง แม่ก็เลยกำลังจะพยุงพายายไปห้องน้ำ ซึ่งยายก็เข้าห้องน้ำ ถ่ายเรียบร้อยดี แต่ทีนี้พอแกกลับมาที่เตียงก็ก็นอน แม่ก็เห็นว่ายายนอนแล้ว ก็เลยไปทำอะไรอย่างอื่น พอกลับมาจะมาปลุกยายให้ทานข้าวเที่ยง แม่ก็สะกิด แต่ยายก็ไม่สนอง แม่ก็เลยเริ่มใจไม่ดี เลยจับที่ข้อมือยาย และก็ตรวจลมหายใจของยาย ก็ถึงได้รู้ในตอนนั้นเองว่า ยายเสียแล้ว ซึ่งแม่บอกว่าตอนนั้น ทุกอย่างมันมืดไปหมดเลยสำหรับแม่ ก็เลยกลายเป็นว่า จากที่จะอยู่แค่สองสามวัน ก็ต้องอยู่เป็นอาทิตย์ เพราะต้องทำเรื่องงานศพจนเสร็จ ซึ่งพอแม่กลับมาที่กรุงเทพฯ แม่ก็เล่าเรื่องให้ผมฟังอย่างที่ได้เล่าไปทั้งหมด ซึ่งแม่ก็บอกเสริมแนวๆว่า จริงๆใจแม่ไม่ได้ตั้งใจจะไป แต่ตอนคืนวันก่อนที่จะไปที่เมืองกาญจน์ แม่บอกว่าฝันว่ามีคนมากระซิบข้างหูตลอดเลยว่า ต้องไปหายายนะ ยังไงเธอก็ต้องไป จนแม่สะดุ้งตื่นตอนตีสี่ แม่ก็เลยคิดว่าสงสัยคงต้องไป
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ก็เพิ่งเกิดวันนี้สดๆร้อนๆเลย คือว่า สำหรับผมกับการเดินทางไกลๆ เนี่ย ว่ากันตามตรง ตั้งแต่ผมมาอยู่กรุงเทพฯเนี่ย ผมก็ยังไม่มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวไหนไกลๆเกิน 200 กิโลเลย ไปไกลสุดก็คือเมืองกาญจน์ หรือไม่ก็ตอนไปเข้าค่ายลูกเสือที่สัตหีบ และก็ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่ยังไม่เคยนั่งเครื่องบินด้วย ซึ่งปกติผมก็ไม่ค่อยได้คิดหรือใส่ใจเรื่องพวกนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้มานั่งแคร์หรอกว่าชีวิตนี้ฉันจะต้องได้ไปนู่นไปนี่ อะไร แต่ผมก็รู้สึกแปลกๆ เพราะเมื่อคืนอยู่ดีๆผมก็ฝัน ฝันว่าเหมือนได้บินและก็ใส่ชุดแบบซุเปอร์แมนด้วยนะ และก็เหมือนว่าบินลงไปหาย่า และก็ไปบอกย่าประมาณว่า ให้อยู่กับผมไปนานๆนะ ซึ่งย่าก็ยิ้มให้ผมและก็ผมก็อุ้มย่าขี่หลังบินขึ้นฟ้าไป...
ซึ่งพอผมสะดุ้งตื่นตอน7โมงเช้า ผมก็เออ เล่าให้ผมแม่ฟัง ประมาณว่าเผื่อแม่จะเอาไปซื้อหวย เพราะส่วนใหญ่เวลาผมฝันอะไรแบบเพ้อเจ้อพวกนี้ ถ้าผมเล่าให้แม่ฟังแม่มักจะชอบเอาไปตีเลขซื้อหวย ซึ่งก็มีทั้งถูกบ้าง โดนกินบ้างไปตามประสาการพนันขันต่อ ซึ่งผมก็เล่าแบบขำขำ เพราะไม่ได้คิดอะไร พอช่วงกลางวัน แม่ขอผมก็แพคกระเป๋าไปเมืองกาญจน์กับป้า เพราะน้าที่เมืองกาญจน์เขาจะย้ายตามแฟนไปที่บุรีรัมย์ เพราะแฟนน้าเค้าเป้นตำรวจและได้รับคำสั่งย้าย ซึ่งตอนนี้ตัวน้าเองเค้าก็กำลังวิ่งขอย้ายตัวเองตามไปเช่นกัน เพราะน้ารับราชการเป็นครู ซึ่งพอน้าเค้าวิ่งเต้นเรื่องได้ เค้าก็เลยโทรมาบอกแม่กับป้าและก็ญาติคนอื่นๆ วันนี้ก็เลยเหมือนประมาณว่ารวมญาติเล็กๆ ส่วนผมก็เฝ้าบ้านอยู่ที่กรุงเทพปกติ ก็นั่งดูเกมวัดดวงอยู่เพลินๆ อยู่ดีก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นโชว์หน้าจอว่าเบอร์ส่วนตัว
ซึ่งพอผมกดรับก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อาผมจากอเมริกาโทรมา ซึ่งผมก็ไม่ได้ประหลาดใจอะไร เพราะเค้าก็โทรมาถามสารทุกข์สุกดิบ และก็เรื่องการเรียนผมเป็นประจำอยู่แล้ว เนื่องจากเค้าเป็นคนส่งเงินค่าหน่วยกิตให้ผม เค้าก็ถามผมประมาณว่าสอบเสร็จรึยัง ผมก็บอกว่าเสร็จแล้ว เค้าก็ถามว่าปิดกี่วัน ผมก็บอกว่าประมาณ 14 วัน เค้าก็ถามเรื่องค่าหน่วยกิตเทอมหน้าว่าต้องอะไรเท่าไร ก็คุยไปตามปกติ จากนั้นอยู่ดีๆเค้าก็ถามมาว่า เนี่ยปิดเทอมทำอะไร ผมก็บอกไปว่าไม่ได้ทำอะไร อยู่กับบ้านเฉยๆ ทีเคปาร์คก็คงไม่ไปทำ เพราะปิดแค่ 14 วันเอง ไม่อยากไปเบียดเวลาของคนอื่นที่เค้าพร้อมทำมากกว่าเรา แถมวันอังคารก็เรียนรด.อีก เค้าก็ถามผมว่าแล้วไม่ไปไหนเหรอ ผมก็บอกว่าไม่ไป เปลืองตังค์ เค้าก็หัวเราะ แล้วเค้าก็ถามต่อว่า แล้วนี่เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวได้แล้วใช่มั้ย ผมก็ตอบว่าใช่ พลางคิดในใจไปว่า อ้าว ถามทำไมเนี่ย เพราะด้วยความที่นึกไปว่าหมายถึงเดินทางในกรุงเทพ ซึ่งเค้าถามไปอีกว่า แล้วนี่ช่วงที่ว่างติดต่อกันนี่มีวันไหนบ้าง ผมก็บอกว่า ก็วันไหนก็ได้ที่ไม่ใช่วันอังคาร เพราะเรียนรด. เค้าก็บอกว่าอืม โอเคละก็วางสายไป แต่ก่อนวางสาย อาเค้าก็ถามเบอร์โทรแม่ ซึ่งผมก็ให้ไป
สักประมาณครึ่งชั่วโมง แม่ก็โทรมาบอกว่า วันที่ 10 จะไปเชียงใหม่เหรอลูก ผมก็ อ้าววว ไปไหนแม่ ไม่ได้ไป แม่ก็เลยบอกว่า ก็เมื่อกี้อาโทรมาบอกว่า จะให้ผมขึ้นเชียงใหม่ ไปเยี่ยมย่า เพราะเห็นย่าโทรไปบ่นหาแกบ่อยๆว่าไม่ได้เห็นผมมา 8-9 ปีแล้ว และก็เห็นว่าปิดเทอมนี้ไม่ได้ทำอะไร ก็เลยจะให้ขึ้นไป ผมก็บอกแม่ว่า โห ไม่ไปไม่ได้เหรอ ขี้เกียจเดินทาง และจะเอาเงินจากไหนไปละ ถ้าไปจริงๆ แม่ก็บอกว่า เห็นอาบอกว่า เค้าจะโอนเงินเข้าบัญชีให้วันจันทร์สามพันเป็นค่าเดินทาง แต่ให้เอาที่ผมมีอยู่ในบัญชีที่เป็นเงินเก็บไปจองตั๋วก่อนเครื่องบินก่อน ผมก็ หา!!!!!! เครื่องบินเหรอ แม่ก็บอกว่า อาเขาบอกว่าเค้าโทรบอกย่ากับเหล่าเดที่นู่นแล้วว่าผมจะไป ผมก็เลยบอกว่า มันออกแนวมัดมือชกไปหน่อยมั้ง แม่ก็บอกว่าไปเถอะลูก เพราะอาบอกว่าเค้าจะออกเงินให้หมด ผมก็ดีใจ ว่าอย่างน้อยเค้าก็ยังนึกถึงผมนะ ก็ทำให้ผมพลันคิดไปถึงฝัน ก็เลยรู้สึกว่า ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง เพราะร้อยวันพันปีก็ไม่เห็นจะมีวี่แววตรงไหนเลยว่าผมจะได้ไป
พอแม่คุยจบผมก็บอกพี่ชายให้ช่วยจัดการให้ เพราะผมไม่รู้เรื่องไม่เคยขึ้นเครื่องบิน พี่ก็บอกว่าให้จองผ่านเน็ตก็แล้วกัน เพราะพวกนี้ยิ่งจองล่วงหน้าหลายๆวัน ราคามันยิ่งถูกนะ และก็จองอะไรเรียบร้อย ไปจ่ายตังค์ค่าตั๋วที่เซเว่น ก็ตกประมาณ พันเจ็ดร้อยบาท
ก็เลยไม่รู้ว่า ไอ้เรื่องพวกนี้พวกอาๆน้าๆ เค้าคิดกันอยู่แล้ว หรือว่า มีอะไรไปเข้าฝันอาเหมือนที่มีอะไรมาเข้าฝันผมว่าผมจะได้ไปกันแน่ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เป็นสัจธรรมที่ไม่มีวันตายจริงๆ!!!
ปล. หายไปซะนาน เลยอาจจะเขียนยาวไปหน่อยนะครับ ขอโทษด้วย
ปล2. อย่าลืม ยืดอกพกถุง...ผ้า กันเยอะๆนะครับ จะได้ช่วยลดโลกร้อน มาเริ่มเป็นผู้นำเทรนด์ดีกว่า แนวดีออก
ปล3. รู้สึกว่าผมจะยังดองแท็กของพี่ปุยอย่าใช่มั้ยน้า สงสัยต้องรีบเคลียร์ซะแล้วววว
....
ว่าแต่ย่าแกอายุเท่าไหร่อ่ะ เอาไปตีหวย เหอะๆ
....
และเกาะพงันสวยจริงๆ แมนๆก็มาเที่ยวซะ ให้มันเกิน 200หน่อย เด็กปั่นจักรยานเล่ยยังไกลกว่าอีกนะ เหอะๆ
......
กัดต้อนรับน้องเก่ามาใหม่
#1 By so ทรุด so เซ on 2007-10-07 00:39