สวัสดีครับ หายไปนานอีกเช่นเคย แต่งวดนี้มีภารกิจสำคัญจริงๆ ยิ่งชีพ นั่นคือการสอบนั่นเอง ซึ่งผมก็ได้ทุ่มเทกับมันมากพอสมควร แต่ผลที่ได้ออกมา จะเป็นอย่างไร คงได้รู้อีกไม่นาน คงได้แต่ยึดคติที่ว่า "กมฺมุนา วตฺตตีโลโก" สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม กรรมทีว่า นี่หมายถึง การกระทำนะขอรับ ไม่ใช่เวรใช่ความเลว สักเมื่อไหร่ การทำดีก็เป็นกรรมอย่างหนึ่งเช่นกัน

วกวนไปเรื่องของธรรมะสักยกใหญ่ ดูช่างไม่เหมาะสมกับบล็อกของผมเสียจริงๆเลย
ช่วงนี้ก็ใกล้สู่เทศกาลปีใหม่กันแล้ว ผมว่าหลายๆคนจิตใจตอนนี้ก็คงไม่อยู่กับร่องกับรอยแล้วหละ อยากไปเที่ยว อยากพักผ่อนกันแล้วใช่ไหมครับ แถมยังมีวันหยุด 3 วัน มาอุ่นเครื่องก่อนอย่างนี้ อะฮึ่ม 4วันที่เหลือคงจะมีกะจิตกะใจทำงาน/สอบ กันอยู่ละเนาะ

พูดถึงตลอดปีหมูไฟที่ผ่านมา ออกจะเป็นปีที่ร้อนแรงอยู่มิใช่น้อย วันนี้กระผมเลยขอรวบรวมสติสตางค์ที่มีอยู่ทั้งหมดในหัว บวกด้วยวิจารณญาณอันน้อยนิด รวบรวมเหตุการณ์ กระแส เรื่องราว ทั้งที่ดูออกจะมีสาระ และไร้สาระไปอยู่บ้าง มารวบรวมไว้ ด้วยคอนเซปต์ "สุดสุด ปีหมูไฟ" ไว้ด้วยประการต่อไปนี้ เชิญรับชม รับอ่าน ได้เลย...

********************************************************

 


ปีนี้ ไม่รู้ว่าเพราะความเครียด หรือ ภาวะเงินฝืดดดดดดดดด ถึงฝืดมากของประเทศไทย อันเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งของคนในเมืองกรุง หรืออย่างไร ที่ทำให้ปีนี้ เป็นปีที่มีคอนเสิร์ตจัดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งของพี่ไทย และต่างชาติ มากมายนับไม่ถ้วน เล่นซะล่อตา ชวนเชิญให้ใช้เงินกัน เหลือเกิน แทบเอาคนที่ชื่นชอบในการชมคอนเสิร์ต ถึงกับกระเป๋าฉีกกันไปข้าง หรือไม่ก็เกิดภาวะวิตกจริต แทนที่จะมีความสุข เพราะตัดสินใจไม่ ถูกว่าจะไปดูคอนเสิร์ตของใครดี ถ้าให้ไล่กันนะครับ เอาเท่าที่ผมนึกออกนะ เริ่มต้นปีก็ คอนเสิร์ตคีตา , เรน , คริสติน่า , ลิงคิ้น ปาร์ค , เอเอ ฟหลากหลายเวอร์ชั่น , แดนบีม , คาราบาว , เลิฟอีส , เฉลียง , 3B & PLAYBOY , โจ้ พอส , กรีนคอนเสิร์ต#10 , ดงบัง , เรโทรสเปค , อัลเท อเนทีฟไทย , บี มาย เกส , เบิร์ดเปิดฟลอร์ , โต๋ , แดร์ทูแดนซ์ , กอล์ฟไมค์ และอีกมากมายนับไม่ถ้วน (จบแบบนี้นึกไม่ออกแล้วละสิ)

ส่วนละครเวทีปีนี้เรียกได้ว่าเป็นปีทองอย่างที่จริง กลายเป็นกระแส ที่ใครไม่ได้ไปดูออกแนวจะเชยเล็กๆ นะครับ ก็เล่นคนไปดูกันจนต้องเพิ่มรอบ ไม่ว่าจะเป็น ทวิภพ บัลลังก์เมฆ ลูกคุณหลวง ชายกลาง แคทซ์ และล่าสุดกับ ก่อนจะถึงบางรักซอยเก้า ด้วยกระแสโปรโมทของผู้จัด นั่นก็คือ ซี เนริโอ ที่มั่นใจมาก ถึงขนาดสร้างโรงละครเป็นของตัวเอง ด้วยงบประมาณที่สูงลิ่ว และก็นับว่าเป็นการมองที่ไม่ผิด แต่ทว่าไป การสร้างกระแสให้ ดังเนี่ยมันยากแล้วนะครับ แต่การรักษากระแสให้ยังเป็นที่นิยมนี่ยากยิ่งกว่า ดังนั้น ก็ต้องดูกันต่อไปในปีหน้า ว่ากระแสของละครเวที จากที่ซบ เซามานาน และกลับมาพีคสุดขีดในปัจจุบัน จะเป็นเช่นใดต่อไป


จากระบบประมวลผลที่มีความถี่อันน้ัอยนิดจากมันสมองของกระผม หลังจากที่ได้ทำการเฟ้นหาบุคคลที่มีกริยาดังหัวข้อ พบว่าผ่านเข้ารอบหลาย คน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นการจุ้นในเรื่องเล็กๆน้อยๆ เหมือนอยากดังซะมากกว่า เช่น ป้าเบียบ จุ้นเรื่องดารา (ซึ่งป้าแกก็ทำมาหลายปี จนตอนนี้ซาๆลง ไป เพราะป้าแกพึ่งตาสว่างว่า ของอย่างนี้ยิ่งห้ามเหมือยยิ่งยุ ยิ่งด่ายิ่งขายได้ ให้มันรู้ซะบ้าง ว่าไผเป็นไผ) , เฮียลอง จุ้นเรื่องเบียร์จ๊างเข้าตลท. ( ซึ่งเรื่องนี้มันเป็นของปี 49 นะขอรับ) ในปีนี้จึงขอมอบตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ ให้แก่.... เจ๊ลัดดา ตั้งสุภาชัยครับ (ปรบมือหน่อยเร้ว คนทำหนังทั้ง หลาย)

สำหรับหลายคนที่อาจจะยังไม่รู้จักเธอมากนัก เอาเป็นว่าอธิบายพอสังเขปละกันครับ เธอผู้นี้จบมาทางด้านนาฏศิลป์ เคยรับราชการกรมศิลป์สาย การแสดง เป็นนางรำ ต่อมาก็ย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่นๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ อันได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ แล้วพอ มีกระทรวงวัฒนธรรม เขาก็ย้ายมาสังกัด และดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นศูนย์ที่ควบคุมกอง เซ็นเซอร์อีกชั้นหนึ่ง โดยระดับการศึกษาสูงสุดคือ ปริญญาโท ด้านบริหารการศึกษา (เกี่ยวกับการเซ็นเซอร์จริงๆ)

ผลงานสุดเด่นของเธอ คือการตามติด เฝ้าระวังการนำเสนอภาพ เสียง ที่ไม่เหมาะสมของสื่อ โดยเฉพาะสื่อทีวี และภาพยนตร์ และเธอนี่แหละที่ เป็นตัวตั้งตัวตี ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเจ้ย อภิชาติพงศ์ ไม่ได้เข้าโรงฉาย ซึ่งประเด็นนี้ เป็นที่สนใจของเว็บไซต์นิตยสารไทม์ ทางไทม์ จึงได้ส่ง Simon Montlake มาทำอินเตอร์วิว กับทั้ง เจ๊ลัดดา และ เฮียเจ้ย ซึ่งบทสัมภาษณ์ของลัดดา กับนิตยสารดังกล่าว ก็ได้เป็นประเด็นดังใน เว็บบอร์ดพันทิป เพราะนิตยสารสุดสัปดาห์ ได้นำมาตีพิมพ์ ในฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2550 หน้า 121 โดยมีวลีฮอต ดังนี้

"Uneducated" is the term Ladda uses to describe Thai filmgoers. "They're not intellectuals - that's why we need ratings,"
และ "Nobody goes to see films by Apichatpong," she says. "Thai people want to see comedy. We like a laugh."

ทำให้เฮียเจ้ยก็ได้ตอกกลับอย่างเจ็บร้าว ในเว็บไซต์ของนิตยสารไทม์ เช่นกัน อยากอ่านก็คลิกเลย http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,1670261,00.html

และเรื่องการจัดเรทรายการทีวี ที่วุ่นๆ และดูเหมือนจะได้ประโยชน์อันน้อยนิด แถมละครน้ำเน่้่่า ช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ก็ยังคงน้ำเน่า และขึ้นเรต น18 ต่อไป ทั้งที่ช่วงเวลาดังกล่าว เยาวชนนั่งหน้าจอทีวีทั้งนั้น ก็เป็นฝีมือของเธอที่เป็นแกน ร่วมกับคุณหญิงทิพาวดี เช่นกัน

ถ้าเจ๊แกอยู่เฉยๆ หรือไม่ทำอะไรสุดโต่งจนเกินไปแบบนี้ ผมว่าเราคงได้เห็นผู้กำกับหนังไทย กล้านำเสนอสิ่งที่แปลกใหม่ มากกว่าหนังตลกเจ็บตัว อย่่่างที่เป็นอยู่

และจากกรณีนี้ ผมจึงขอมอบ ตำแหน่ง เซ็นกันสุดๆ ให้กับปีหมูไฟนี้ด้วยเช่นกัน
แหม ขนาดตูดโนบิตะ ก็ยังไม่เว้นนะตัวเอง ดูแล้ว หื่นจริงๆ เนาะ ไอ้ตูดโนบิตะเนี่ย


อ๊ะแน่นอนครับ สังเกตได้ง่ายๆว่าปีนี้ กระแสเกย์ หรือกลุ่มชายรักชาย ชายชอบชาย เริ่มเป็นที่เปิดเผยมากขึ้น หลังจากที่ต้องปิดๆบังๆซ่อนๆมานาน ถึงแม้มันจะยังเป็นเรื่องที่รับไม่ได้สำหรับหลายๆคนก็ตาม ในความผิดปกติทางธรรมชาติแบบนี้ แต่ก็เอาเถอะ เปิดเผยไม่เปิดเผย ปีนี้ก็มีหนังแนวๆนี้ ละครที่มีฉากแนวๆนี้ มาให้เห็นบ่อยขึ้น ถ้านับหนังโรงก็เริ่มด้วย โกยเถอะเกย์ (ดูแล้วชวนอ้วกซะมากกว่า) , เพื่อน...กูรักมึงวะ (ที่สนองตัณหา ของผู้กำกับอย่างแท้จริง) , รักแห่งสยาม (หนังหักมุม ที่ถูกด่าด้วยอคติ และการโปรโมทแห่งปี) รวมถึงละคร ล่าสุดนี่ก็ เปลือกเสน่หาเลย ที่งานนี้ นัวเนียกันถึง 3 คน ชวนให้นึกถึงเอ็มวี เราสามคน ของอิทธิ พลางกูรเสียจริงๆ ผิดแต่มันเป็นผู้ชายทั้งสามคนนี่แหละ แต่หากจะเริ่มปูทางกระแสวาย ที่ผู้หญิงกรี๊ดนักหนาเนี่ย ก็อาจจะยกให้ซิทดราม่า อย่างเรื่อง รักแปดพันเก้า เค้าก่ิอน

แถมปีนี้ก็สังเกตได้ว่า กลุ่มเกย์ ทั้งตั้งรวมตัวกันเป็นกลุ่มเกย์การเมือง (ที่ไม่รู้จะมีไว้ทำเสียมทำจอบอะไร) เริ่มที่จะเข้ามาเรียกร้อง สิทธิ บทบาท และการยอมรับจากสังคมมากขึ้น ผนึกกำลังรวมกับกลุ่มสีรุ้งทั้งหลายแหล่

เห็นแล้วได้แต่อุทานในใจ เฮ้อ โลกนี้หลากสีสันซะจริงๆ



เป็นหัวข้อที่ค่อนข้างกว้่างเหมือนกันนะครับ คิดนานเหมือนกัน ว่าอะไรน้อ...ที่เทรนด์สุดๆ สุดท้ายเลยขอหยิบเรื่องใกล้ตัวละกัน นี่เลย "เทคโนโลยี Web2.0" หลายคนอาจจะงง ว่า เอ๊ย ไอ้Web 2.0 นี่มันคืออะไรกัน?

เอาเป็นว่้่่่า ลองไปหาอ่านในเว็บนี้ละกันครับ http://web2.0thai.info/?p=5

โดยตัวอย่างของWeb 2.0 ที่เห็นได้ชัดเจนเลย ก็คือ เว็บแชร์คลิปวีดีโอชื่อดัง อย่าง YouTube , การเกิดของ Wordpress , เว็บแชร์รูป แชร์ไฟล์ ต่างๆมากมาย ส่วนในไทยที่ฮิตกันขนาดหนัก ก็คือ การเขียนบล็อกเขียนไดอารี่ ทั้งหลาย รวมเอ็กซ์ทีนของเราด้วย สเปซทั้งหลายนี่ก็ใช่ หรือ อย่างไฮ5 นี่ก็ใช่เช่นกัน

กลายเป็นว่ายุคสมัยนี้ ใครไม่มีบล็อก ไม่เล่นไฮ5 หรือสเปซ อาจจะกลายเป็นคนตกเทรนด์ไปง่ายๆด้วยเช่นกัน

และเพราะมันเป็นเทรนด์นี่แหละ ทำให้มีการทำกันอย่างเกร่อมากๆ จนน่าเป็นห่วง อาจจะเกิดปัญหาที่ควบคุมได้ยากในเวลาต่อมา โดยเฉพาะการ ควบคุมสมาชิกด้วยกัน เพราะมีไม่น้อย ที่เข้ามาเล่น มาทำเพื่อระบายอารมณ์อย่างเลยเถิด หรือคิดว่า ฉันจะทำอะไรก็ได้ เพราะไม่มีใครรู้หรอกว่า เป็นฉัน ซึ่งเห็นได้บ่อยมากตามเว็บบอร์ด หรือคอมเมนต์ของบทความต่างๆ ที่ใช้คำหยาบๆคายๆ พาดพิง ด่าบุพการี ซึ่งเราเรียกว่าบุคคลเหล่านี้ ว่า "เกรียน" ที่นับวันจะมีมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะช่วงปิดเทอม (รึเปล่า!?!) ซึ่งก็คงเป็นปัญหาที่ผู้ให้บริการ จะต้องขบคิดแก้ปัญหาเหล่านี้กันต่อไป

แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่า สังคม หรือ บ้าน Exteen ของเรา สมาชิกทุึกคน น่ารักเสมอ ไม่มีเกรียนอาศัยอยู่แน่ๆ ก็มาสเตอร์แชมป์เล่นกันเอง และ ดูแลชนิดเกาะขอบหน้าจอซะขนาดนั้น


และจากสุดๆ หัวข้อข้างบน ทำให้เกิดสุดๆ หัวข้อนี้ขึ้น ไม่รู้เพราะสังคมมันแย่ลง หรือ เด็กถูกขัดเกลาจากพ่อแม่ โรงเรียน น้อยลง หรือ เพราะ อิทธิพลของสื่อ เพื่อน ที่ทำให้ปัจจุบัน เยาวชนไทย กล้า ขึ้น ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆๆๆๆเลยนะครับ หากกล้าในเรื่องที่ดี แต่ความกล้าที่ผม เห็นมากกว่า คือ กล้าแบบก้าวร้าวนะซิครับ ซึ่งเรื่องนี้ รายการ "จุดเปลี่ยน" ก็เคยเสนอไป ในตอนเด็กกับทีวี

และด้วยความกล้าแบบก้าวร้าวนี่เอง ทำให้วัยรุ่นหรือคนใหญ่้ิ้้เองก็ตาม ที่มีพฤติกรรมดังกล่าววนเวียนอยู่ในจิตใจ จึงได้นำมันมาปลดปล่อย แสดงออกกันในสังคมไซเบอร์แห่งนี้ ถามว่าแต่ก่อนมีมั้ย? มีครับ แต่ปัจจุบัน มันมีมากจนรู้สึกเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมเหล่านั้น ทั้งในเกมออนไลน์ เว็บบอร์ดสาธารณะ หรือการมาระรานในพื้นที่ คอนเทนต์ของผู้อื่นเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ึควรกระทำอย่างยิ่งโดยมารยาท

จึงทำให้เกิดประเด็นว่า หรือเพราะทุกวันนี้ สังคมถูกพัฒนา เทคโนโลยีถูกพัฒนา วิชาการถูกพัฒนา เพื่อรับมือกับการแข่งขัน แต่จิตใจของคนไม่ ได้ถูกพัฒนาตามไปด้วย เป็นเช่นนี้ต่อไปมันจะดีจริงหรือ?
กระทรวงศึกษาธิการ คงต้องเอาเรื่องนี้ไปพิจารณาหน่อยนะครับ อยากให้นักวิชาการทั้งหลาย ลองไปทำ ลองไปสัมผัสกับเด็กจริงๆดูบ้าง เพราะ เรื่องจริง กับผลวิจัย ทฤษฎีอะไรมั้งมวล ที่คุณยกมาอ้างและเป็นข้อมูลในการปฏิรูปการศึกษานั้น มันคนละเรื่องกัน


ปีนี้ สิ่งที่ดูเกร่อกันสุดๆ คงหนีไม่พ้น วัฒนธรรมเสื้อเหลือง ผมไม่ได้หมายความว่า การที่ทุกคนใส่เสื้อเหลืองเป็นเรื่องที่เกร่อนะครับ ผมทราบดีว่า สีเหลืองเป็นสีของพระองค์ การที่เราแสดงออกด้วยการใส่เสื้อเหลือง ก็หมายถึงการแสดงออกในความจงรักภักดีของเราเช่นกัน

แต่ที่มันดูไม่งาม ก็มาในช่วงหลังๆที่เวลาพระองค์เสด็จเยี่ยมพระพี่นางฯ ที่โรงพยาบาลศิริราช แทนที่ประเด็นสำคัญ จะเป็นอาการพระประชวร กลับถูกกลบความสนใจด้วยสีฉลองพระองค์ ที่ทรงใส่เพื่อเสด็จเยี่ยมในแต่ละวัน ซึ่งเมื่อวันนั้น พระองค์ทรงฉลองพระองค์สีอะไร วันรุ่งขึ้นหรือไม่ นานหลังจากนั้น ผมก็จะเห็นมีเสื้อโปโลสีนั้นๆ ออกมาวางขายพรึ่บพรับเลย และคนไทยบางส่วนก็ซื้อใส่กัน ให้ตายสิ

ส่วนพ่อค้าแม่ค้าหัวใส ก็กวาดเงินเข้ากระเป๋าจนตุงก็คราวนี้แหละครับ สีอะไรก็ขายได้ไปหมด เพียงแต่เอามาจำหน่ายให้ถูกที่ ถูกวันหน่อยเท่านั้น เอง

ผมว่าสิ่งที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน คงไม่ใช่การแสดงออกด้วยการใส่เสื้อเหลือง หรือชมพู หรอกครับ หากแต่เราทุกคนคิดดี ทำดี หวังดีต่อเพื่อนร่วมชาติ มีความสามัคคีกันภายในหมู่คณะด้วยกัน (ไม่ต้องระดับชาติหรอก) ไม่สร้างปัญหาให้วุ่นวายแต่ละวัน เช่น แก๊งปาหิน แวนซ์มอเตอร์ไซค์ เป็นต้น นั่นก็เป็นการแสดงความจงรักภักดี ที่ดูดี สร้างสรรค์ เป็นรูปธรรมชัดเจน มากที่สุดแล้วครับ

พูดง่ายๆก็คือ ให้การกระทำเป็นสิ่งที่แสดงออกนั่นเอง


ด้วยนิสัยอยากรู้อยากเห็น เรื่องของชาวบ้าน ที่ไม่ใช่จะมีอยู่เฉพาะในสังคมไทย หากแต่นานาอารยะประเทศ ที่บอกตัวเองอยู่เสมอ ว่า ฉันคือผู้ดี ฉันคือประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็ยังมิวาย อยากรู้อยากเห็นเรื่องของชาวบ้านเค้าเป็นเหมือนกัน และเรื่องที่คนส่วนใหญ่อยากจะรู้ ก็มักจะเป็นด้านมืด ของคนอื่นซะด้วยสิ

"แฉ" เลยกลายเป็นคำกริยา ที่ฮิตฮอตในยุคนี้ พ.ศ.นี้เสียเหลือเกิน

หากจะถามถึงวิวัฒนาการของการแฉของบ้านเรา ก็คงต้องย้อนไป ประมาณคอลัมน์ ซุบซิบกับลัดดา นู่นเลย

หากแต่ความรุนแรงของการแฉนั้น เพิ่งมาหนักหน่วงขึ้นในช่วงสองสามปีหลัง

อักษรย่อทีวีพูล นั่นยังเด็กๆ ถ้าเทียบกับการกำเนิดของซ้อเจ็ด คอลัมน์ติดเรท และเรียกเรท(ติ้ง) ให้เว็บผู้จัดการของกะทิอย่างถล่มทลาย
มิน่าเชื่อว่าคนที่หวังดีต่อสังคมอย่างสูงส่ง ที่อุตส่าห์สร้างภาพไว้ัตั้งนาน อย่างเฮียทิ จะปล่อยให้มีคอลัมน์แบบนี้อยู่ในเว็บได้

หลังจากเกิดคอลัมน์ซ้อเจ็ดที่เป็นที่เลื่องลือของผู้อ่าน และเป็นที่ขยะแขยงของดาราแล้ว

ก็มาเป็นที่ฮือฮาอีกครั้ง กับพ็อกเกตบุ๊คเล่มแรกของสุ่ย พรนภา ที่พอเพิ่งใส่คอนเวิร์สกับดีเจตี๋กฤษณ์ไม่นาน ก็ออกหนังสือแฉซะหมดเปลือก
ซึ่งต้องถือว่าเจ๊สุ่ย เป็นต้นแบบในการออกพ็อกเก็คบุ๊คดาราทำนองนี้ ในเวลาต่อมา และกลายเป็นคำถามสุดฮิตของหนังข่าวบันเทิงในปัจจุบัน ที่ ไม่ว่าจะไปงานเปิดตัวพ็อกเก็ตบุ๊คของดาราคนไหนก็ต้องจะต้องมีคำถามว่า "เล่มนี้แฉถึงใครไหมค่ะ" "เล่มนี้มีพาดพิงถึงใครบ้างรึเปล่า"

สงสัยพี่นักข่าวแกจะชอบทำนองนี้ซะจริงๆ

ยัง ยังไม่จบแค่นี้ กระแสการแฉ ก็ได้เฟื่องฟูอีกอย่างต่อเนื่อง ด้วยการกำเนิดของรายการวิทยุชื่อดัง "แฉแต่เช้า" ซี่งเริ่มออกอากาศเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2549 โดยสองดีเจ กฤษณ์ และมดดำ ทำเอาเจ๊ฉอดถึงกับหน้ายิ้มแป้น เพราะกระแสคนฟังดีวันดีคืน ถึงแม้จะเกิดข้อพิพาทกับดาราเดลี่ ของต้อย แอคเนอร์ (ที่น่าจะสร้างบ้านอยู่แถวๆรัชดา ให้รู้แล้วรู้รอดไป) พี่ก็บ่ยั่น

และวีรกรรมสุดเด็ดของรายการที่เป็นที่เลื่องลือ ก็คือการจุดประเด็นข่าวทำลายฟิล์ม รัฐภูมิ ที่เสี่ยอู๊ด เจ้าพ่อพระเครื่อง ออกมาแฉ และทวงบุญ คุณกันยกใหญ่ งานนี้จึงถูกครหาว่า เป็นสงครามระหว่างอโศก กับ ลาดพร้าวหรือเปล่า แต่ท้ายสุดเรื่องก็เงียบๆไป และฟิล์มก็ยังทำงานได้ตามปกติ
ถึงแม้ภายหลัง จะมีข่าวทำนองนี้อีกครั้งกับ แมวมองตาเพชร อย่าง พจน์ อานนท์ก็ตาม

และด้วยเรตติ้งที่สูงลิ่วของรายการ ทำให้มีหลายๆคลื่นวิทยุ ทำรายการลักษณะนี้ออกมาแชร์ตลาด ในช่วงปี 2550 ไม่ว่าจะเป็นรายการปากลำโพง ของสุ่ย พรนภา และ พุดเดิล , คอข่าวคนละคร ที่มีมอริส เค กับพุดเดิลเช่นกัน และ คลื่นแทรกแหกโค้ง ที่มีณวัฒน์ แห่งคุยแหกโค้ง มาผสมโรง กับนักข่าวทีวีพูลมากประสบการณ์ อย่าง เต๋า ภูมิพัฒน์ ที่มีเพื่อนซี้ชอบโชว์นมปลอม จนรายการทีวีพูลไลฟ์ ติดเรต น จากเดิม เรต ท อย่าง แจ๊ก เกอรีน แห่ง ทีวีพูล

กลับมาที่พ็อกเก็ตบุ๊ค ล่าสุด ก็ต้องยกความแรงให้กับ หนังสือแฉ ของเฮเลน ช่างแต่งหน้า เพื่อนซี้อั้ม พัชราภา ที่อาศัยกระแสเมย์ - เข็ม ออก หนังสือของตัวเองเช่นกัน แต่ทว่าเนื้อหาภายในเล่ม กลับแฉชาวบ้านเค้าล้วนๆ ไม่กลัวชาวบ้านเค้าดักตบหรือไงกันพ่อคุณ

ถึงแม้ว่า ข่าวต่างๆที่เกิดขึ้น จะใส่ไข่ซะใหญ่ บางอย่างก็ตีซะจนดูเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่จริงเล็กน้อยมาก
แต่เชื่อเถอะครับ ของอย่างนี้ ถ้าไม่มีมูล หมามันไม่ขี้หรอก


สำหรับบุคคลที่ปีนี้ถือเป็น "ขาลง" อย่างแท้จริง ตัวจริง เสียงจริง ขอยกให้ อดีตเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิง "คัทลียา กระจ่างเนตร" ไปเลยครับ
เพราะการกลับมา ตั้งแต่การหวนคืนจอด้วยรายการของตัวเองอย่าง คัทลียา ที่ต้องรีบม้วนเสื่อในเวลาอันสั้น และการกลับมาในบทบาทของนาง เอก ในละครเรื่องเปลือกเสน่หา ซึ่งก็ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควร นั่นเท่ากับเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า เป็นขาลงของเธอจริงๆ

ก็คงต้องรอดูในบทบาทใหม่ของเธอ ในการกลับมาดูแลรายการใหม่ของบริษัทพี่ชาย อย่าง "บางจะเกร็ง" ที่เตรียมลงจอในปีหน้า ทางช่อง 5 ใน เวลาสุดหินอย่างวันอาทิตย์ ตอนสี่ทุ่ม ว่าเธอจะเข็นรายการนี้ให้ประสบความสำเร็จได้หรือไม่ และนิตยสารบันเทิงหัวใหม่ของเธอ จะได้รับการ ตอบรับจากผู้อ่านและแผงหนังสือขนาดไหน และยิ่งต้องสู้กับทั้งทีวีพูล กอสซิปต่างๆนานา รวมถึงอุปส์ ของเจ้าแม่นิด อรพรรณ แห่งโพลีพลัสจัด ให้ เธอจะยืนหยัดรอดอยู่ในวงการบันเทิงได้สักแค่นี้ อันนี้เวลาและประชาคงเป็นสิ่งตัดสิน

ใครว่า คนไทยลืมง่าย ... อาจจะไม่จริงเสมอไปนะครับ


อ่านหัวข้อ แล้วอย่าคิดเลยเถิดไปไกลนะครับ...

ด้านบนนั่น มีแต่ลง แต่สุดๆหัวข้อนี้ เขาทั้งขึ้นและลงในปีเดียวกัน เรียกว่ามาไวไปไว ยิ่งกว่าดาราหน้าใหม่ช่องน้อยสีซะอีก นั่นคือ ของกินสุดอร่อย ที่มีกลิ่นหอมเย้าอันรุนแรง ซึ่งนั่นก็คือ โรตีบอย แห่งสยาม หยาม หยาม ... (คิดถึงเสียงเอคโค่เข้าไว้)

ซึ่งก็ด้วยกลิ่นหอมที่มีอานุภาพยั่วยวนอันรุนแรงนั่นเอง ที่เรียกความสนใจจากคนที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้น ให้ต้องมนต์เสน่ห์ขนมปังเหล่านี้ และด้วยรสชาติที่ชุ่มเนย มีกลิ่นของกาแฟที่เข้มข้น บวกกับความแปลกใหม่ เหมาะกินกับกาแฟยิ่งนัก บวกปากต่อปาก และการซื้อไปฝากญาติ สนิท มิตรสหาย โรตีบอยจึงกลายเป็นกระแสที่้เรียกว่า ใครไม่รู้จัก ใครไม่เคยกินเนี่ย สงสัยอยู่ป่ามาแหงๆ เลย

ทำให้จำนวนคนต่อแถว เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากแต่ก่อน เข้าไปซื้อได้เลย กลายเป็นต่อคิว บางรายต้องรอถึงเกือบสองชั่วโมง ก็บ่ยั่น เพื่อของอร่อย ศรีทนได้ ต่อจนจำนวนคนล้นออกมาบนทางเท้าทีเดียวเชียว (ใครที่เดินสยามบ่อยๆ คงนึกภาพนั้นออกเป็นอย่างดี)

และก็เพราะความนิยมอย่างสูงสุดของเจ้าขนมตัวนี้นี่แหละ ทำให้เกิดกระแสการรับประทาน ลุกลามไปถึงต่างจังหวัด แผนกเบเกอรี่ของห้างใหญ่ อย่าง โลตัส , คาร์ฟูร์ , บิ๊กซี ก็มิวาย ทำมาแข่งกับเขาด้วย

คงเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่ง อะไรที่มากเกินไป บ่อยเกินไป คนไทยก็เรื่มเบื่อ

ท้ายสุด จึงเป็นภาพดังที่เห็นในปัจจุบัน คนรับประทานกันน้อยลง กลายเป็นกระแสปกติ
ดังนั้น ใครที่ชื่นชอบ และอยากกิน ตอนนี้คงไม่ต้องต่อคิวนานอีกต่อไป

หรือใครอยากจะลองทำกินเองดู ลองไปดูวิธีการทำในเว็บนี้นะครับ (รู้สึกว่าเขาะได้มาจาก FWD Mail อีกทีนึง)
http://www.mrpalm.com/board/view_board.php?id=54124

สูงสุดย่อมคืนสู่สามัญ


พูดถึงเรื่องของน้ำตา ปีนี้คงไม่มีเหตุการณ์ไหนที่น้ำตาจะมากล้นท่วมจอ เท่ากับเหตุการณ์ การเปลี่ยนแปลงของ ไอทีวี สู่ทีไอทีวี ในอ้อมกอด ใหม่ของกรมประชาสัมพันธ์ โดยสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายครั้งนี้ นำมาสู่ความไม่ พอใจของพนักงานไอทีวีเป็นอย่างยิ่ง ทำให้จากรายการของสถานีในช่วงท้ายๆ ของการออกอากาศ เต็มไปด้วยรายการระลึกชาติ ระลึกความหลัง นักข่าว ผู้ประกาศ พนักงาน น้ำตาพรากเหมือนคนกำลังตกงาน เรียกว่า ไม่ต้องทำมาหากินอะไรกันแล้วช่วงนั้น ผลงานคุณงามความดีทั้งหลาย ถูกหยิบยกขุดเอามาพูดก็คราวนั้น มีการเชิญคนที่เคยทำงานไอทีวี มากล่าวความรู้สึกต่างๆนานา ดูแล้วมหกรรมน้ำตาชัดๆ

ใช่ว่าจะมีแต่น้ำตาแห่งความเสียใจ เพราะเมื่อมีข่าวออกมาว่า ไอทีวีจอจะไม่มืด ทุกอย่างก็กลับตาลปัตรในบัดดล

แต่หลังจากเหตุการณ์นี้ ก็ทำให้คนข่าวชื่อดังของไอทีวีเดิม หลายคน กระจัดกระจายหายไปตามแต่ละช่อง

อย่างว่าแหละน้า... อุดมการณ์ มันกินไม่ได้ครับพี่น้อง

ส่วนใครที่อ่านแล้วยังงงๆ ว่าเอ๊ะ มันเรื่องอะไรกันหว่า ลองไปค้นหาจากกูเกิล หรือเว็บข่าวดังๆเอาเองนะครับ



ไอ้เค้าที่เค้าว่า ฝรั่งไม่ใช่พ่อใช่แม่เรา อันนี้ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร ออกแนวจะมองคนพูดด้วยหางตาเสียด้วยซ้ำ เพราะมันดูเหมือนพวก อนุรักษ์นิยมแบบสันโดษจนเกินไป

แต่ถ้ายกฝรั่งไว้เหนือหัวแบบเคสนี้ แถมทำหยิ่งกับคนในชาติเดียวกันแบบไม่เห็นหัวแล้ว อันนี้ก็รับไม่ได้เหมือนกัน

หยิ่งสุดๆปีนี้ จึงขอยกให้พี่บอล กับ นางฟ้านาตาลี จริงๆพี่บอลแกก็ไม่ได้หยิ่งอะไรหรอกนะครับ นักข่าวไปสัมภาษณ์ก็ดูกันเองดีหรอก
แต่พักหลังๆ นี่ กระแสข่าวเรื่องความหยิ่ง ยกตนให้สูงเหนือดิน ของพี่แก ตั้งแต่ไปปิ๊งปั๊งรักกับนางฟ้านาตาลี เนี่ย ก็ดูจะมากขึ้น หลายคนมองว่า เป็นคู่ที่ดูยังไงๆก็ไม่เหมาะสมกันเสียเลย แต่เรื่องนี้ ไม่ใช่ประเด็นของผมหรอกนะ คนเรารักกันย่อมมีเหตุผลอะไรที่มากกว่าชื่อเสียงและหน้าตา

หากแต่พฤติกรรมที่แสดงตนได้น่าหมั่นไส้ในสายตาผมที่สุด นั่นก็คือ งานแต่งของพี่แกนั่นแหละ ไอ้ไล่นักข่าวอย่างหมูอย่างหมา ทั้งๆที่เค้าให้ ความสนใจคุณซะขนาดนั้น ยังไม่เจ็บเท่ารู้ภายหลังว่า นักข่าวตาน้ำข้าว กับเข้าไปทำข่าวได้อย่างสบายใจไร้ปัญหา แถมได้รับการเทคแคร์ดูแล อย่างดีจากผู้จัดงานอีกต่างหาก

ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นเจตนาของบอลกับนางฟ้านาตาลีหรือไม่

แต่สำหรับผมแล้ว ผมหมดศรัทธา


ข้อนี้ มีผลสืบมาจากข้อที่แล้ว เกริ่นก่อนว่า ที่ผมจะว่ากันต่อไปนี้ ไม่ใช่เพราะว่า อิจฉาเด็ก หรือหมั่นไส้น้องแกหรอกนะครับ เพราะมันไม่ใช่วิสัย ของผมหรอก

น้องคนนี้ที่ผมกล่่าวถึงก็คือ นักร้องซุเปอร์สตาร์ขวัญใจเด็กไทย "มิสเตอร์ดี" หรือน้องเวลล์ ทายาทหัวแก้วหัวแหวน ของคุณโอ๋ ฐาปกรณ์ และ คุณตุ๊กตา จิตรลดา แห่งค่ายละครเก่าแก่ของไทย กันตนา

หลายคนเริ่มสงสัยว่า หลงสุดๆ กับน้องเค้า มันมีความหมายหรือนัยยะ อะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ ผมคงไม่ของอธิบายอะไรมากความ แต่ขอหยิบ บทสัมภาษณ์จากหนังสือพิมพ์สีบานเย็นฉบับนี้มาให้อ่านละกันครับ

บทความต่อไปนี้ มีที่มาจาก http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx? Newsid=149119&Newstype=1&template=1

ทัวร์คอนเสิร์ต ‘มร.ดี' ดีเกินคาด ถึงขั้นแฟนคลับตบกันแย้งจับมือ

หลัง จากเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตอัลบั้ม "เด็กหลังห้อง" ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ปรากฏว่า น้องเวลล์-ดิษย์กร ดิษยนันท์ รู้จักในนาม "มร.ดี" ก็ได้การ ตอบรับดีท่วมท้น ขนาด มีแฟนคลับขับรถตามกรี๊ด แถมแว่ว ๆ ว่าสาว ๆ ถึงกับวิวาทกันเหตุแค่อยากจับมือน้องเวลล์

เรื่องนี้ มร.ดี เผยว่า "ครับ ช่วงนี้ผมมีโอกาสเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตต่างจังหวัดมาก คุณแม่ก็ตามไปเป็นเพื่อนด้วย แต่ละโรงเรียนหรือแต่ละจังหวัด ตอบรับงานเพลงของผมดีมาก ๆ เกินความคาดหมายจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ นครสวรรค์, โคราช, ระยอง, นครศรีธรรมราช ฯลฯ ทุกที่ต้อนรับอบอุ่น มากเลย บางแห่งจบคอนเสิร์ตก็มีขับรถไล่ตาม เพื่อตามดูเราเลย เขินเหมือนกันครับ อย่างเวลาขึ้นโชว์เวลามีสาว ๆ ขอจับมือผมก็ยินดีนะ แต่มี อยู่ที่หนึ่งไม่รู้ยังไงคงแย่งกันหรือไม่ก็เหยียบเท้ากันมั้งครับ ถึงขั้นมีเรื่องจะตบกันเลย แหม ! ไม่น่าทำกันขนาดนั้นเลยนะครับ ถึงตอนนี้ทีมงานยัง แซวถึงเรื่องนี้กันเลย หาว่าเสน่ห์แรงจนสาวจะตบกันเลยนะ"


โอ๊ย อ่านเสร็จปุ๊ป หลายคนอาจจะรีบควานหากระโถนโดยฉับพลัน แต่สำหรับผมนั้นเฉยๆครับ ออกจะรู้สึกสงสารน้องเค้าซะมากกว่า ที่ถูกผู้ใหญ่ ทั้งหลายแหล่ เอาสีอะไรก็ไม่รู้มาป้ายน้องเค้า ซึ่งเป็นผ้าขาว (ขาวจริงๆนะ) แต่ถ้าน้องเค้าโตขึ้น เขาก็คงจะเข้่าใจ และแยกแยะ ระหว่างความเป็น จริง กับสิ่งที่เป็นมายา ได้ดีขึ้นเอง


ไม่รู้กันตนา หลง จนหมดเงินไปเท่าไรกันแล้ว


ถ้าผมได้เขียนบทความนี้เมื่อปีที่แล้ว อาจจะต้องยกตำแหน่ง "แม่นสุดๆ" ให้ไปกับุคคลกลุ่มนี้

พอมาปีนี้ กลับกลายเป็นมั่วสุดๆได้เช่นกัน ทั้งหมอดูชื่อดัง ไม่ดัง ได้ดับวาจา รูดซิบปาก กันมากขึ้น

ไล่ไปตั้งแต่ หมอลักษณ์ ฟันธง ที่แจ้งเกิดอย่างสุดกู่กับเรื่อง แหม่ม เบนโล จนกลายเป็นหมอดูชื่อเสียงโด่งดังในปัจจุบัน มาพร้อมกับวลีฮิตติดหู อย่าง "ฟันธง" ซึ่งในปีนี้ ก็ดูจะเงียบๆไปอยู่เหมือนกัน หลายคำทำนายที่แลบออกมาจากปาก ก็แป้กไปหลายกรณี

ส่วนอีกหมอที่ชื่อดังมาเมื่อปีที่แล้ว อย่างหมอนิด กิจจา ทวีกุลกิจ ซึ่งทายเรื่องการเมืองได้อย่างแม่นยำ แต่มาปีนี้ มีทั้งแม่น ปนมั่ว (แต่ออกจะมั่ว ซะมากกว่า) อะไรแม่น อะไรมั่ว...

- ทำนายว่า ปีนี้จะมีเลือกตั้ง ถ้าไม่มีก็จะมีหลังปี51 ก่อนเมษายน
ทายอย่างนี้มันก็ถูกอยู่แล้วสิครับ

- ทำนายว่า นายกจะเป็นคนหนุ่ม
อันนี้ยังไม่รู้

- ทำนายว่า สพรั่ง นั่ง ผบ.ทบ.
มั่ว

- ปีนี้ อาจมีปฏิวัติซ้ำ
มั่ว หรือไม่มั่วหว่า ก็เค้าบอกว่า "อาจ" ก็แสดงว่าจะมี หรือไม่มีก็ได้นี่ เอาเป็นว่าไม่ฟันธง

- พรรค ไทยรักไทย ยุบ ประชาธิปัตย์ ไม่ยุบ
อันนี้จริง แต่ในสภาวะการณ์ในขณะนั้น มันก็ชัวร์ยิ่งกว่าชัวร์ซะอีก
ศักดินา จะกล้ายุบ ศักดินา ด้วยกันได้อย่างไร?

- ฟันธงว่า เมษา - พฤษภา ที่ผ่านมา บ้านเมืองจะเกิดความวุ่นวายอย่างหนัก
สงสัยจะวุ่นวายเพราะรถติดซะมากกว่าละมั้ง

สรุปแล้ว ยังไงๆ หมอดูคู่กับหมอเดา เป็นสัจจะนิรันดร์ละครับ
ส่วนใครจะเชื่อไม่เชื่อ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด
เชื่อได้ จะได้ระวัง แต่อย่างมงาย มิเช่นนั้นชีวิตพังแน่นอนครับ ฟันธง!


เศร้าสุดๆปีนี้ ผมขอยกให้การสูญเสียบุึคคลสำคัญของประเทศ ท่านนั้นคือ ท่านพุทธทาสภิกขุ ด้วยหลักคำสอนของท่าน และกอปรกับภารกิจใน การเผยแผ่คำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ในวัยที่สังขารร่วงโรย และคุณงามความดี บารมีต่างๆของท่าน ที่ได้ทำไว้ต่อประเทศ ทำให้ผมรู้สึก ใจหาย และคงได้แต่แสดงความเสียใจต่อการจากไป

ส่วนบุคคลที่มีชื่อเสียง ที่เสียชีวิตในปีนี้ อีก 3 คน คือ
คุณอาทนงศักดิ์ ภักดีเทวา ศิลปินลูกกรุงชื่อดัง ทนงศักดิ์ ภักดีเทวา เป็นเจ้าของเพลงอมตะตลอดกาลอย่าง ไม่รักไม่ว่า / ยามชัง และนกเอี้ยงจ๋า และเป็นอดีตสมาชิกของคณะดนตรี "สามศักดิ์" เสียงร้องของทนงศักดิ์ไพเราะและตราตรึงคนฟังจนได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำ พระราชทานถึง 3 รางวัล

กุ้ง กิตติคุณ เชียรสงค์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เสียชีวิตในปีนี้ ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

ส่วนล่าสุดอีกคนนี่ก็ เป็นศิลปินวัยรุ่น อนาคตไกล หนึ่งในสมาชิกของบอยแบนด์ชื่อดังของอาร์เอส อย่าง บิ๊ก ดีทูบี หรือปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ ที่ เสียชีวิตไปเมื่อ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีอายุ 25ปี กับอีกหนึ่งสัปดาห์

ซึ่งทั้งสองที่เป็นการสูญเสียอีกครั้งของวงการบันเทิงไทย

ขณะที่อุบัติเหตุโหม่งโลก ครั้งใหญ่ที่สุด ก็เกิดขึ้นในปีนี้อีกครั้ง สำหรับประเทศไทยของเรา
กับสายการบินต้นทุนต่ำอย่าง วันทูโก ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2550 ด้วยสายฝนที่กระหน่ำลงมา
และทัศนวิสัยที่แย่ บริเวณรันเวย์ของสนามบินนานาชาติภูเก็ต โศกนาฏกรรมดังกล่าวจึงเกิดขึ้น
ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 90 คน รอดตายอย่างปาฏิหาริย์อีก 41 คน

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว ถึงแม้จะผ่านมาเกือบ 5 เดือนแล้ว
แต่สาเหตุของการเกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้่
ก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป...


ปีนี้มีหลายเหตุการณ์ที่ดูจะอลหม่านหลังบ้านทรายทอง เสียจริงๆ ตัดใจไม่ได้ เลยขอเป็นน้องพลับขอสองละกันครับ

(พลับขอ 1) อลหม่านบ้านทีพีไอ
นับตั้งแต่เปิดรับผู้สมัคร สส. ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบสัดส่วน ดูจะไม่มีพรรคไหน กลุ่มไหน วุ่นวานอลหม่าน เท่ามัชฌิมาธิปไตยอีกแล้ว เดิม กลุ่มมัชฌิมา เป็นของอดีต รมว.เกษตร และอีกหลายๆกระทรวงอย่าง สมศักดิ์ เทพสุทิน และภริยา โดยภายหลัง ได้นายทุนพรรคจากขั้วทีพีไอ คือ เจ้าสัวประชัย ซึ่งแต่เดิมก็เป็นถึงรองหัวหน้าพรรคประชาราช ของเสนาะ เทียนทอง ซึ่งการมาของประชัยครั้งนี้ ก็ให้เหตุผลสุดคลาสสิกว่า " ความคิดเห็นไม่ตรงกัน" ขณะที่เสนาะ เทียนทอง ก็หัวฟัดหัวเหวี่ยงพอดี ก่อนจะฝากถ้อยคำอันแสบทรวงถึงเจ้าสัวประชัยว่า ในทางการเมือง ประ ชัยเป็นแค่เด็กอมมือเท่านั้น

และดูเหมือนการเข้ามาของประชัยในกลุ่มมัชฌิมาครั้งนี้ ก็ดูจะมีปัญหาวุ่นวายสารพัน ตั้งแต่เรื่องปัญหาการจดทะเบียนชื่อพรรคกับกกต. , ปัญหา การแบ่งเงินสนับสนุน ให้กับกลุ่มต่างๆภายในพรรคที่ไม่ลงตัว (แบ่งเค้กไม่ยุติธรรม) ทำให้มีการเอาน้องม่อน ซึ่งไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย มา เผาประชดเล่นๆที่สนามหลวง ในวันปราศัยใหญ่ของพรรค คือเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 ธันวาคม 2550) รวมถึงวันรับสมัคร สส. แบบแบ่งเขต และ สัดส่วนของกทม.วันแรก ลีน่า จังจรรจา ก็ถึงกับก่อหวอดเล็กๆ แสดงความไม่พอใจที่ทางพรรคเขี่ยเธอออกจากผู้สมัครแบ่งเขต ของกทม. เขต4 แบบสายฟ้าฟาด ทำให้เธอต้องกลายเป็นผู้สมัครพรรคเล็ก เขตเดียวกัน ในเวลาต่อมา

และลูกระนาดลูกใหญ่ ที่ดูจะทำให้พรรคเสียคะแนนพอสมควร คือกรณีถูกศาลสั่งจำคุกแบบไม่รอลงอาญา กรณีปั่นหุ้นทีพีไอ (บริษัทของตัวเอง นะนั่น) ก็ทำให้เจ้าสัวถึงกับถอดใจ ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค แต่ทั้งหมดก็กลับตาลปัตรในเวลาต่อมา ด้วยเหตุผลสุดคลาสสิกเช่นกัน ว่า " ลูกพรรคเขาเรียกร้อง"

และด้วยความใจกล้าอย่างมากของเจ้าสัวประชัย ที่ส่งตัวเองลงสมัครแบบสัดส่วน กลุ่มที่ 6 ซึ่งทั้งหล่อใหญ่ และจมูกชมพู่ ก็ลงในแบบสัดส่วนกลุ่ม 6 เช่นเดียวกัน จึงเป็นการชนกันอย่างจัง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้สุดท้าย เจ้าสัวประชัย กลายเป็นผู้สมัครสอบตก อย่างช่วยไม่ได้

และก็เป็นไปตามคำอวยพรของป๋าเหนาะ ผู้คร่ำหวอด อาบน้ำร้อนน้ำเย็นมาหลายบ่อในสายการเมือง
สำหรับผม งานนี้เจ้าสัวประชัย ก็เป็นได้แค่ตู้เอทีเอ็มดีดีนี่เอง

ว่าไงละครับ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล
(จะว่าไงละ โดนศาลสั่งเข้าคุก 3 ปีไม่รอลงอาญาแล้วนี่)

อืมม งั้นถามใหม่ ว่าไงละครับ สาวกผู้ัจัดการ!!!


(พลับขอ 2) อลหม่านรถมินิคูเปอร์
เรื่องส่วนตัวของเค้าแท้ กระจอกข่าว ก็ดันไปทำให้เป็นเรื่องใหญ่ไปได้
กลับกรณีพิพาท บวก วิวาทะ ของสาวเข็ม กฤตธีรา ปะทะ เมย์ เฟื่องอารมย์ ที่ได้เพื่อนที่แสนดี อย่างอั้ม พัชราภา แท็กทีมกันทวงมินิคูเปอร์ จากสาวเข็ม กลางที่จอดรถห้างดังย่านสุขุมวิท อย่างเอ็มโพเรี่ยม

งานนี้จะมีตบตีรึเปล่า มิรู้
ที่รู้ๆ ด่ากันมันพะยะค่ะเลยทีเดียวเชียว

คนกลางที่ทำตัวออกจะไม่เป็นกลางเอาเสียเลย อย่างหนุ่ม กรรชัย
ถึงกับสิ้นลายหนุ่มกะล่อน เจ้าชู้ไปโดยปริยาย

ท้ายสุดเรื่องมันจะจบอย่างไร ก็เจ็บมันทั้ง 3 ฝ่ายแหละครับ


ในปีนี้ ไม่มีเหตุการณ์ไหนที่ดูจะรั้นได้ที่สุด เท่ากับ พฤติกรรมรวมหัวเอามหาวิทยาลัยของรัฐ ออกนอกระบบ ของเหล่า สนช. ที่มาจากการแต่งตั้ง ของ คมช. ซึ่งงานนี้ดูเหมือนว่า สนช.ด้านการศึกษา จะเข็นพรบ.ตัวนี้กันสุดฤทธิ์ ซึ่งผลงานของพี่เค้าก็ผลักดันให้อย่างน้อยที่สุด สถาบันของผม (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ) ก็ออกนอกระบบไปเรียบร้อยโรงเรียนสนช. และล่าสุดก็กำลังลุย อีก 3 สถาบันอุดมศึกษา ระดับบิ๊กๆ ไม่ว่าจะเป็นญาติของสถาบันผมคือ ลาดกระบัง , มหาวิทยาลัยเก่าแก่ อันดับ1 ของประเทศอย่าง จุฬาลงกรณ์ และ มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของภาคเหนือ อย่าง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งล่าสุด มติที่ประชุม ก็มีมติเห็นชอบกับร่างพรบ. ของทั้ง 3 สถาบันไป ซึ่งคาดว่าคงจะเร่งมือกัน ถึงที่สุด ก่อนที่ สนช. เหล่านี้จะหมดวาระลง

แม้ว่า กลุ่มนักศึกษา ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง จะออกมาคัดค้าน ยับยั้ง ว่าอย่างน้อย ให้สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง มาพิจารณา มิใช่พวกท่าน ที่มาจากการแต่งตั้ง และไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องรีบเร่งผลักดันเรื่องเหล่านี้

พวกท่านก็หูทวนลม
ด้วยข้ออ้างที่ฟังยังไงก็ไม่ใช่สสาร ว่า ออกแล้ว จะเกิดข้อดีกับพวกคุณมากมายนะ ออกเถอะ เชื่อผม
ปากก็บอกว่า ค่าหน่วยกิตไม่ขึ้น สัมภาษณ์กันอย่างสวยหรู สร้างวิมานลอยฟ้าไว้มากมาย
ลองไปดูความจริงที่เกิดขึ้น กับ ญาติของสถาบันผม อย่าง บางมดดูสิ หรือไม่ ก็ไปดูที่ ม.เทคโนฯสุรนารี ก็ได้
ค่าหน่วยกิตไม่ขึ้น แต่ทำไม เทอมหนึ่งๆ ถึงเสียเกือบครึ่งแสน
มันคือค่าอะไรที่เพิ่มพูนออกมาครับ

ขนาดเจ้าของแนวคิดในการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบอย่างท่าน มีชัย ฤชุพันธ์ ซึ่งเป็น สนช. อีกหนึ่งคนในสภา ยังคัดค้่านร่างดังกล่าว
โดยให้เหตุผลซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ที่หลายคนในสภาไม่อยากได้ยินว่า
"ร่างดังกล่าว ขัดต่อเจตนารมย์ในการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบของตัวกระผม อย่างแท้จริง"

แต่ก็มิวายสุดท้าย ร่างก็ผ่านมติของสนช.ไปได้ ด้วยเสียงส่วนมาก
ซึ่งก็คงต้องยอมรับ เพราะเป็นเสียงส่วนมาก
ถึงแม้เสียงส่วนมากที่ว่า จะเป็นเสียงส่วนมากที่เราๆไม่ได้เลือกพวกเค้ามาเป็นตัวแทนก็ตามที

ทั้งดื้อ ทั้งรั้นอย่างนี้
ถ้าเป็นเด็กๆ คงถูกถกกางเกงตีก้นไปนานแล้ว


สำหรับวีรกรรมกล้าหาญในปีนี้ ขอยกให้ประเทศเพื่อนบ้าน คู่กัดตลอดการของไทย อย่างพม่า ที่หลังจากพม่า ประกาศลอยตัวราคาน้ำมัน แบบ หน้าเลือด ทำให้พระสงฆ์ รวมถึงประชาชนหลายคนของพม่า ใช้ข้ออ้างนี้ ออกมาแสดงความไม่พอใจในการกระทำของรัฐบาลทหารพม่า พร้อม กับเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และอิสรภาพของตนไปในตัว ซึ่งแน่นอนมีการโยงไปถึงนางอองซานซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของพม่า

อาจจะดูเป็นเรื่องปกติของพม่า
แต่ที่คราวนี้ไม่ปกติ เพราะมีพระสงฆ์ออกมาร่วมชุมนุมด้วย
ซึ่งน้อยครั้งที่พระสงฆ์จะออกมาชุมนุมกันมากขนาดนี้
นั่นแสดงว่าความอดทนของชาวพม่า มีขีดจำกัด

ถึงแม้ผมว่าพม่าตอนนี้ยังไม่พร้อมจะเป็นประชาธิปไตยเท่าไรนัก (รวมถึงประเทศไทยด้วย ในความเห็นของผม)
แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณต่อชาวโลก ว่าพม่าไม่ต้องการรัฐบาลทหาร และพวกเขาไม่ใช่คนป่าเถื่อน ไร้อารยะ
หากแต่รัฐบาลบาลทหารพม่าต่างหากที่เป็นเช่นนั้น

งานนี้ประเทศที่ชอบเฉือกเรื่องชาวบ้าน อย่างมะกัน ก็ไม่พลาด แสดงทีท่าอยากจะเข้ามายุ่งกับการเมืองภายในเขาสุดกู่

ส่วนพี่ไทยเราเองก็แสดงทีท่าไม่พอใจ แต่ก็ทำได้ไร้พาวเวอร์เหลือเกิน แต่ก็อย่างว่า ของอย่างนี้ผลีผลามไม่ได้ เพราะอยู่ใกล้เราซะขนาดนี้ หาก เกิดอะไรขึ้น เราจะโดนเป็นด่านแรกๆ

ถึงแม้ว่าการออกมาต่อกลอนกับรัฐบาลทหารของประชาชนชาวพม่า และพระสงฆ์ จะไม่ประสบผลสำเร็จ
เพราะไม่สามารถสู้กับความป่าเถื่อนของรัฐบาลได้
แต่อย่างน้อย ความกล้าหาญในการออกมาต่อสู้กับสิ่้งที่ไม่ถูกต้อง
ก็เป็นสัญญาณที่ดี ที่รัฐบาลทหารพม่าไม่ควรประมาท

หรือถ้ามองอีกมุม ก็เป็นการยั่วรัฐบาลทหารพม่า ให้แสดงพฤติกรรมถ่อยๆ ต่อสัตว์สปีชีส์เดียวกัน
ให้นานาประเทศทั่วโลก (รวมทั้งจีนและอินเดียด้วย) พร้อมใจกันร้องยี้ ดูสิพี่แกจะหน้าด้านได้สักเท่าไร


ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ตัดแขนตัดขานักการเมือง ค่อนข้างจะทารุณพอสมควร (คล้ายๆกันกับช่วงหนึ่งเมื่อแต่ก่อนนู้น)
และการถูกจับจ้องแบบตาเขม็ง โดยตัวแทน องค์กร ที่ถูกสถาปนา และสถาปนาขึ้นเอง จากกลุ่มผู้ยึดอำนาจ

บรรยากาศหาเสียงปีนี้จึงไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้สมัครที่ประชาชนควรจะได้ ควรจะรับรู้ จากตัวผู้สมัครเอง มีหนทาง น้อยลง

สำหรับผม ผมว่าดีนะ ถ้ากกต.เป็นนักพีอาร์ที่เก่งกาจ คือทำหน้าที่เติมเต็มในส่วนที่รัฐธรรมนูญไปตัดแขนตัดขาเข้าไว้ได้

แต่จากปรากฏการณ์ฉีกบัตร และบัตรเสียที่มหาศาลกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา (2 ล้านกว่าใบ + คดีฉีกบัตร 17 คดี)
เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า การประชาสัมพันธ์ของกกต. สอบตก!

ส่วนนักการเมืองเอง ก็ต้องปาดเหงื่อกับการหาเสียงครั้งนี้มากขึ้น
นอกจากป้ายหาเสียงตามพื้นที่ต่างๆแล้ว
โอกาสในการโฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ ก็น้อยเต็มทน เนื่องจากมีการจำกัดงบ

มีเพียงทางเดียว คือต้องกระจายทางหัวคะแนน และลงพื้นที่ด้วยตนเอง แบบเต็มกำลังสูบ
เห็นแล้ว บอกได้ว่าเหนื่อยแทน

มองอีกมุม สะใจดี จะได้รู้อีกรสชาติของชีวิต ว่ากว่าจะได้มามันไม่ง่าย
ดังนั้นเมื่อได้เข้าไปในสภา อย่าลืมภาพแบบนี้ รสชาติแบบนี้ด้วยก็แล้วกัน

เข้าสภาแล้ว ทำตัวไม่น่ารัก
เลือกตั้งครั้งหน้า ระวังจะเหนื่อยเปล่านะท่าน!
เว้นแต่มีอิทธิพล


สำหรับวาทะสุดๆแห่งปี สำหรับผมแล้ว ไม่มีคำไหนดังกึกก้องในใจผมเท่ากับประโยค "ผมไม่เล่นเว็บ" ที่หลุดจากปาก อดีต รมว.ไอซีที ท่าน สิทธิชัย โภไคยอุดม อีกแล้วครับท่าน

เฮ้อ!!! ได้ยินแล้วรู้สึกสังเวชใจในทันควัน

รู้นะว่าท่านเล่น แต่ถ้าท่านไม่อยากตอบ ยังมีประโยคหลีกเลี่ยงอีกมากมายนี่ครับ ที่ใช้่พูดได้
พูดอย่างนี้ มันดูขายขี้หน้าอยู่นะท่าน

สำหรับหัวข้อนี้ ผมขอมอบให้ทีมหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หัวเขียว ไปเลยครับ...
ด้วยเหตุผลง่ายๆคือ มักเห็นข่าวหรือคดีมโนสาเร่ ที่หวือหวา มีความสำคัญมากกว่า ข่าวที่มีผลต่อประเทศชาติ
มักเปิดประเด็นที่ไม่น่าไปเปิด ให้มันเป็นข่าวขึ้นมาซะงั้น

ตัวอย่างง่ายๆเลย
มีอยู่ฉบับหนึ่งช่วงปลายปีนี่แหละ ที่พาดหัวข่าวใหญ่ด้านบน ลงตัวบิ๊กเบิ้มเลย ทำนองว่า
"คอหวยแห่แทงเลข 25 อายุบิ๊ก ดีทูบี ฟากพ่อยัน วิญญาณบิ๊กมาหา"
ข้อความอาจจะไม่เหมือนซะทีเดียว แต่ใจความแบบนี่แน่นอน

ขณะที่ในฉบับเดียวกัน ซีกล่าง ก็มีอีกข่าวที่ถูกพาดหัวใหญ่โตมโหฬารไม่แพ้กัน ทำนองว่า
"ฮือฮา ปฏิทินลีโอ ตั๊ก-ตาล-โบวี่ โชว์หวิว ต้านกระแสสังคม"

ขณะที่ข่าวเศรษฐกิจ การเมือง เรื่องคนทำความดี ผู้ร้าย อาชญากรรมที่นำเสนอในฉบับนั้น กลายเป็นกรอบเล็กไปโดยปริยาย

และล่าสุดวันนี้เลย ลงพาดหัวข่าว จินตหราความลับแตก แต่งงานมา13ปีแล้ว

ผมอ่านก็ได้แต่ถามตัวเองว่า แล้วไงอะ เค้าจะแต่งงานกกลูกอยู่ที่ไหน ใครจะแอ๊บแบ๊ว แอ๊บแก่ มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ
นี่ยังไม่นับมาลัยไทยรัฐอีกนะ

ก็รู้ว่าข่าวแบบนี้มันขายได้
แต่ขอร้องเถอะ ยอดขายก็สูงลิ่บลิ่วขนาดนี้แล้ว ราคาก็พี่ก็ปรับเป็นสิบบาท อ้างต้นทุนราคากระดาษแล้ว
เปลี่ยนอุดมการณ์ให้มันดีขึ้นกว่านี้ ก็คงจะดีต่อสังคมขึ้นเยอะเลยหละ

แต่อย่างว่่าละนะ อุดมการณ์มันกินไม่ได้



*ภาพจาก http://sandwich.exteen.com

สำหรับหัวข้อนี้ ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่มาสเตอร์แชมป์ แอนด์เดอะแกงค์ของเอ็กซ์ทีนทุกคน ที่สรรหาเรื่องดีๆ แปลกๆ ทัศนคติต่างๆ มาแบ่งปัน ให้ได้อ่านเติมความรู้ใส่สมองกัน และปีนี้สำหรับเอ็กซ์ทีน ถือเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือ หน้าเว็บ

ส่วนกิจกรรมที่จัดขึ้่น ก็มีมากมาย อย่างที่เว็บบล็อก หรือ คอมมูนิตี้อื่นเขาไม่ทำกัน เช่น กิจกรรมคอมเมนต์สาดน้ำวันสงกรานต์ , ปาร์ตี้เปิดตัวที่ พารากอน , ลอยกระทง และล่าสุด กับส.ค.ส. และ เซียมซีปีใหม่ ที่จะเกิดขึ้น

แถมยังเปิดโซนฮอตโพสต์ และ รีพอร์ต ที่เป็นการเพิ่้มภาระให้กับมาสเตอร์แชมป์ แอนด์เดอะแกงค์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งหมดทั้งมวล ถ้าไม่มีความขยัน ความมุ่งมั่น ที่จะให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด

ก็คงจะไม่มีอะไรต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นแน่นอน ผมเชื่อเช่นนั้น


เพราะฉะนั้น ผมขอมอบหัวข้อนี้ ให้มาสเตอร์แชมป์และทุกๆคนเลยครับ

อันนี้ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากบอกเฉยๆว่า เอนทรีนี้เป็นเอนทรีที่ผมใช้เวลาคิด+พิมพ์ นานที่สุดของปีนี้ (14 - 25 ธันวาคม) เลยหละ


* เพิ่มเติม 26 ธ.ค. 2550 

ช่วงนี้ กระแสของการรณรงค์เรื่องโลกร้อน ดูออกจะร้อนแรง และตื่นตัวสำหรับชาวโลกอยู่พอสมควร ถึงแม้ว่า มหาอำนาจของโลก อย่างมะกัน จะดูเมินเฉยเสียเหลือเกิน แต่เอาเถอะ อย่างน้อยก็มีพี่มะกันอีกคน อย่างอัล กอร์ (ซึ่งเป็นอดีตคู่แข่งของบุช เมื่อตอนสมัครลงช่วงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี) ที่ออกมารณรงค์เรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง จนได้เป็นเจ้าของรางวัลโนเบลในเวลาต่อมา

สำหรับประเทศไทยเราเอง ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็คงจะเป็นเรื่องของอากาศที่เปลี่ยนมันได้ตลอดเวลา ฤดูกาลจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะประเทศไทย เราไม่มีฤดูกาล

ผลกระทบของการตัดไม้ ทำลายป่า การเผาขยะโดยปราศจากการควบคุมมลพิษอย่างถูกวิธี การปล่ิอยน้ำเสียด้วยความมักง่ายของโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งหมดทั้งมวล ล้วนเกิดจากฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ดังนั้น จึงไม่แปลกที่สิ่งเลวๆเหล่านี้จะย้อนหวนคืนมาทำร้ายมนุษย์อย่างเราๆ

เชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากผลพวงเหล่านั้น หลังจากต้องเจออุทกภัยครั้งใหญ่ ไปเมื่อปี 2548 พอมาปี 2550 ก็เลยรับมลพิษมาเป็นระลอกใหญ่อีกครั้ง และด้วยเชียงใหม่ มีภูมิประเทศเป็นลักษณะแอ่งกระทะ ทำให้กว่าที่กลุ่มควันดำต่างๆเหล่านั้น จะจางไปเป็นปกติ ก็ใช้เวลาหลายวัน

ถ้าอยากรู้ว่าบรรยากาศแบบนั้น เป็นอย่างไร คงต้องถามคนในพื้นที่เอาครับ

แนะนำ Entry ที่เกี่ยวข้อง
http://chubby.exteen.com/20070314/entry
http://chubby.exteen.com/20050817/2548-infrastructure-vs-geography
http://phuphu.exteen.com/category/Thailand-Story/page/3


* เพิ่มเติม 26 ธ.ค. 2550

เหตุการณ์นี้ทำเอากระผมถึงกับลมจับ ไม่ใช่ว่า ลมจับเพราะมันมีบึ้มบั้มหรอกนะ ลมจับเพราะอดเคานท์ดาวน์ต่างหาก อุตส่าห์ฺรอมาทั้งปี พินาศลงเพราะวันเดียว ทำเอาเกลียดพวกมีการศึกษาพวกนี้เป็นทวีคูณผสมยกกำลัง

งานนี้มิยักกะรู้ว่าหน่วยข่าวกรองที่แม่นยำในยุคสีเขียวครองเมืองแบบนี้ จะพลาดได้ ปล่อยให้มีคนบาดเจ็บล้มตาย แต่ก็อะนะ พอเกิดเรื่องอีหรอบนี้ เหตุผลสุดคลาสสิกก็หลุดจากปากพลเอกสนธิ แบบที่เอามือหยิบหวยมาหนึ่งใบก็มีสิทธิถูกรางวัลที่หนึ่งว่า "เป็นฝีมืออำนาจเก่า"

งานนี้สำหรับผม ไม่ว่าจะฝีมือทักกี้ หรือ ฝีมือทหาร หรือพวกโจรใต้
แต่สำหรับคมช. และรัฐบาลแล้ว ยังไงก็ปัดความผิดพลาดและความรับผิดชอบจากเหตุการณ์ไปได้ไม่พ้นตัวหรอกครับ

ปล. สงสัยช่อง 3 จะกลัวอาถรรพ์ เลยยกหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ให้ช่้อง 7 ในเคานท์ดาวน์ปีนี้


* เพิ่มเติม 26 ธ.ค. 2550

จากข่าว เคยมีอะไรกับดาราชาย 17 คน
จากพอกเก็ตบุ๊คส์ที่เธอเขียนออกมาประจานชีวิตเน่าๆของตัวเอง
กลายเป็นที่ฮือฮาจากในเน็ตข้ามไปยังสื่อวิทยุโทรทัศน์

เล่นเอาชื่อแนน อมิตดาดังสนั่นไปทั่ว
ดังในทางเสื่อมเสีย กลายเป็นที่กล่าวขานในแง่ลบ
แต่ก็มีกระแสสงสารในชะตากรรมของเธออยู่บ้าง

และจากการออกสัมภาษณ์เรียกน้ำตา เล่าประสบการณ์เน่าๆ ผ่านรายการ ตีสิบ ของเสี่ยวีที
ที่อ้างว่าเพื่อเป็นอุทาหรณ์ ทั้งๆที่น้อยคนนักที่เขาอยากจะทำตาม และมีชีวิตแบบนั้น

เป็นปฏิบัติการโกหกคำโตของเธอ ที่ดูจะน่าไม่ให้อภัยยิ่งกว่าแหม่ม คัทลียาซะอีก

เธอบอกว่า ตอนนี้เธอกำลังท้อง และที่ออกพ็อกเก็ตบุ๊ค เพราะต้องการหาค่านมเลี้ยงลูก
และยืนยันว่า 1 ใน 17 คนนี้ เป็นพ่อของเด็กในท้อง

ซึ่งในขณะนี้สื่อมวลชนก็พุ่งเป้าไปที่ นายต่อ เรืองฤทธิ์ ว่าอาจเป็นพ่อของลูก
เล่นเอานายต่อ เสียหาย หลายแสน และก็อาจจะแอบสับสนในใจอยู่ไม่ใช่น้อย
ว่า ตูข้าไปพลาดปล่อยในท้องหนูแนนจริงหรือ?

ท้ายทีุ่สุด ความจริงก็ปรากฏมาจากปากของเธอเองอีกครั้ง หลังจากที่สื่อตั้งข้อสังเกตว่า เอ๊ะ ผ่านไปหลายเดือน ทำไมท้องมันไม่ป่องซะที (ตรงข้ามกับแหม่ม ชัดๆ)

ว่าเรื่องที่ท้องนั้น โกหก!

ทำเอาเสี่ยวีที โกรธจัด เมื่อหนูแนนไปขอออกตีสิบอีกครั้ง เพื่อขอโทษ และระบุว่า รายการตีสิบ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับถ้อยคำโกหกลวงโลกของเธอแต่อย่างใด

ซึ่งตลอดการสัมภาษณ์ ผู้อาวุโสอย่างเสี่ยวีที ก็แย่บหมัดเด็ดแบบเชือดนิ่มๆ หนูแนนไปหลายวาทะ

สำหรับเธอคงจะไม่ได้เจ็บใจอะไร
ขนาดศักดิ์ศรีเธอยังไม่มีเลย

อย่างที่ผมเน้นย้ำเสมอ สมัยนี้ อะไรมันก็ไม่อิ่มท้องเท่าเงิน

แต่สำหรับแนน อมิตดา คงอิ่มทั้งเงิน อิ่มทั้งลม


* เพิ่มเติม 26 ธ.ค. 2550

อันที่จริงเรื่องของค่ายเกมโชว์อันดับหนึ่งอย่างเิวิร์คพอยท์ กับกระแสโจษจันถึงความโปร่งใส ไม่โปร่งใสของรายการต่่างๆ ก็พอมีกระแสคลำๆมาสักระยะใหญ่ๆแล้ว

เพียงแต่หลายๆเรื่องเริ่มมาปูดให้ได้กลิ่นกันในปีนี้

ทั้งรายการแฟนพันธุ์แท้ ที่มีปัญหาคาราคาซังกัน เกี่ยวกับแฟนพันธุ์ตอนนางงาม ที่มีอดีตผู้แข่งขัน บิ๊ก บราเธอร์ อย่างหนุ่มแห้ว โสภณ เข้าแข่งขันด้วย ซึ่งทำไปทำมา เทปของตอนนี้ ก็ยังไม่ได้ถูกนำมาออกอากาศ ดั่งกับถูกเก็บเข้าลิ้นชักปิดตายไปแล้ว ซึ่งหนุ่มแห้วเองก็เคยออกมาพพึมพำกับสื่อมวลชน ถึงปัญหาความไม่โปร่งใสของรายการในการบันทึกเทปครั้งนั้น รวมถึงของรางวัลด้วย แต่ข่าวดังกล่าวก็เงียบฉี่ ด้วยฝีมือการปิดข่าวชั้นหนึ่งของค่ายนี้

หรืออย่างคอลัมนิสต์และนักวิจารณ์์ชื่อดัง อย่างเกี๋ยง นันทขว้าง ก็ออกมาพูดพึมพำถึงความไม่โปร่งใสของรายการเช่นกัน จนล่าสุดก็ได้คลอดพ็อกเก็ตบุ๊คในประเด็นดังกล่าวตามมา

รวมถึงกระแสเตี๊ยม ของรายการ ที่มาส่งกลิ่นโชยช่วงปีที่ 5 ของรายการ กับคำถามแนวเก่งเวอร์ เช่น วัน เดือน ปี เวลา กี่นาที กี่วินาืืีที ซึ่งเป็นคำถามยอดฮิตที่ถูกนำออกมาถามบ่อยๆ โดยเฉพาะการแข่งขันสุดยอดแห่งปี
ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่ เพราะไม่มีใครออกมาบอกอย่างเต็มปาก ไปถามเสี่ยปัญญา คำตอบออกมาก็ยิ่งกว่าแบเบอร์ คือ "จะไปเตี๊ยมได้ยังไงเล่า"

ส่วนอีกรายนี่ก็เกมทศกัณฐ์ ที่พักหลังๆ โดยเฉพาะซีซั่น ยกทัพ ที่ถูกค่อนแคะ ค่อนขอด ในตอนที่ สามสาวสถาปัตย์ ได้เป็นแชมป์อย่างยาวนาน ตามมาด้วยหนุ่มคลื่นแฟต ที่มีสมาชิกบางคนหน้าเหมือนว่าน ธนกฤต ที่ก็อยู่ได้นานมากๆ แต่บทจะเสียแชมป์ ก็เสียดื้อๆ ในหน้าที่ไม่ควรจะเสีย

ตามมาด้วยคุณป้าที่มาเล่น ก็กวาดแชมป์ไปหลายสมัย พอตัวเองพ่าย ก็ส่งลูกสาวมาเอาแชมป์ต่อ

และก็มีกระแส ที่ไม่รู้ว่ามีน้ำหนักสักแค่้ไหน จากบุคคลที่อ้างตนว่าเป็นหนึ่งในผู้แข่งขันที่รอบันทึกเทปอยู่ในสตูดิโอ ซึ่งไปโพสต์ลงในพันทิป ถึงความไม่โปร่งใส ว่าในการบันทึกเทป บางช่วงบางตอน ที่ทางรายการเห็นว่า คนที่เป็นแชมป์ ตอบผิด ก็มักจะมีสถานการณ์แปลกๆเกิดขึ้น เช่น ทีมงาน บอกเทปไม่เดิน ให้ถ่ายซ่อม ถ่ายใหม่ หรือบา่งทีไฟเกิดตกเกิดดับไปซะดื้อๆในชั่วขณะนั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าไอ้ข้อมูลที่ผมกล่าวมาข้างต้น จะน่าเชื่อถือได้สักแค่ไหน คงต้องฟังหูไว้หูละครับ

แต่ที่เป็นข่าวแบบชัดเจน ก็คือเคสของทีมเต้นของมศว. ที่ออกมาฟ้องผ่านสื่อ เรื่องเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะในการแข่งขันเต้นระดับอุดมศึกษา ของรายการ "สงครามเท้าำไฟ" ทีี่เมื่อตอนเริ่มรายการใหม่ โฆษณาทางทีวี ว่า ผู้ชนะเลิศเป็นบิ๊กแชมป์ จะได้เงินรางวัล 1 ล้านบาท แต่ไหน พอใกล้จบซีซั่น เงินรางวัลกลายเป็น 1 แสนบาท ไปซะดื้อๆ ถึงแม้ในสัญญาจะระบุว่า "เงื่อนไข อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามเหมาะสม โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า" ซึ่งดูเหมือนเป็นสัญญาทาสชัดๆ แถมยังระบุด้วยว่า หากสละสิทธิ์กลางคัน ต้องเสียค่าปรับ 1 แสนบาท

โดยข้ออ้างที่ทางบริษัทระบุกับผู้แข่งขันคือ "โฆษณาเข้าไม่ตามเป้า ทำให้ไม่มีเงินจ่าย" ดูบริษัทมหาชนเค้าพูดกันซิครับ

และถึงแม้กลุ่มนักศึกษาเหล่านี้จะพูดมากซะแค่ไหน เสียงก็คงไม่ดังเท่าเสียงของเวิร์คพอยท์

เพราะข่าวนี้ก็ถูกเวิร์คพอยท์กลบเงียบอีกเช่นเคย

กำลัง เล่นละคร ตบตาประชาชนอยู่ใช่ไหมครับ?


เหตุการณ์ที่สุดในปีนี้ ผมขอยกให้ภาพเหตุการณ์เฝ้ารับเสด็จของประชาชนที่เนืองแน่นตลอดสองฝั่งถนน ในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ไม่รู้สิ ผม เห็นภาพแบบนี้ทีไร น้ำตาจะไหลทุกที ไหลด้วยความตื้นตันใจ ไหลด้วยความซาบซึ่งในพระมหากรุณาธิคุณ ไหลมาเองโดยไม่ต้องสั่ง และยิ่ง เสียงทรงพระเจริญดังแซ่ซ้อง มันยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกเหล่านั้นยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ

ผมจึงขอยกเหตุการณ์นี้ เป็นเหตุการณ์ที่สุดในปีนี้ครับ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

^__^

ยอดเยี่ยมสุดๆ 555+
อ่านเพลินเกินห้ามใจ แถมได้รับรู้เรื่องที่ไม่รู้อีกเยอะเลย
ขอบคุณๆที่สรรหามาให้อ่านนะจ๊ะ

สุดสุด..สุดท้าย...

สุขสันต์วันคริสต์มาสยาวไปถึงสวัสดีปีใหม่ 2551
ขอให้มีความสุข สมหวัง สมปราถนาเทอญbig smile open-mounthed smile

#1 By P Pu on 2007-12-25 18:23

อ่านจบแล้ว ใช้เวลาอ่านนานไม่แพ้กันครับ หลายๆ หัวข้อตรงใจไทยแลนด์มากๆ เลย

ขอบคุณสำหรับรางวัลที่มอบให้ครับผม
ยอดเยี่ยมครับ big smile

#3 By moothe on 2007-12-25 19:00

โดนใจกับหัวข้อ จุ้นสุดๆ ครับ cry
.
.
.
สุขสันต์วันคริสต์มาสเด้ออ confused smile

#4 By QuarterQuartz on 2007-12-25 19:10

โห อัดแน่นข้อมูลปึกๆ ปรบมือๆ ^^

เป็นเหมือนกัน เห็นพาดหัวข่าวแล้วเหนื่อยใจจริงๆ
แต่ของมันขายได้ จะโทษใครดีล่ะ...

แอบสุขสันต์วันปีใหม่ล่วงหน้าด้วยกั๊บ ^^
ไม่พูดถึงจตุคามได้อย่างไรกัน

#6 By วิชัย... on 2007-12-25 22:49

อ่านไปได้ซักพัก เลยลงมาคอมเมนท์ก่อน แบบว่ารู้ตัวว่าคงต้องนั่งใช้เวลาอ่านนาน

แต่ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้ต้องนั่งเฝ้าร้านเที่ยงคืนถึง 9 โมงเช้า มีเวลาเยอะsad smile

#7 By I [is am are] ก๋อง on 2007-12-26 02:02

แอบงอน มิสเตอร์บันมาก่อนโรตีบอยนะเออ

#8 By Seiz on 2007-12-26 05:14

โอ๊ะ โอ ส่วนใดที่ข้อมูลพลาด หรือผมพิมพ์พลาด
บอกกันได้นะครับ จะได้แก้ให้มันถูกต้อง

ส่วนเรื่องจตุคาม ไม่ค่อยอยากจะแตะเท่าไร
เดี๋ยวคนที่เขาศรัทธามาอ่านแล้ว
เค้าจะเล่นมนต์ดำเสกหนังตะปูเข้าท้องเอาได้

เปล่าหรอกครับ มีความรู้เรื่องจตุคามน้อยที่สุด

แต่จริงๆผมว่า ผมลืมไปอีกสามเรื่อง (ลืมจริงๆ เพิ่งนึกได้ตอนนอน)
- เรื่องหมอกจางๆและควัน ที่เชียงใหม่
- เรื่องบึ้มกลางกรุงต้นปี
- เรื่องแนน ท้องลมไม่มีพ่อ

เขียนเพิ่มดีกว่า

#9 By บอมเบย์ on 2007-12-26 08:10

อืม จริงด้วย

ปรบมือแปะๆ ชื่นชม

เห็นด้วยกับที่สุดของที่สุดปี50 อันสุดท้ายอย่างรุนแรง

ได้ยินเสียงทรงพระเจริญเมื่อไหร่ขนลุก น้ำตาไหลทุกที

confused smile
บล็อคคราวนี้ยาวสุดๆquestion

#11 By lamoon on 2007-12-26 16:08

ยอดเยี่ยม!

เป็นเอนทรี่ที่ผมคิดว่าดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาแล้ว นั่งอ่านกันตาแฉะเยย

#12 By NoOnEz on 2007-12-27 13:43

เห็นด้วยสุดสุด
เอาดราก้อนบอลไป1ลูก กับเอ็นทรี่โดนใจสุดสุด Hot!

#13 By Eddy on 2007-12-29 10:01