ปฐมลิขิต : เรื่องต่อไปนี้มีเนื้อหาค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม ใครที่อ่านแล้วงงๆ ว่าผมพูดเรื่องอะไร ต้องขออภัยด้วยครับ


* รูปภาพจากพันทิป

อันที่จริงแล้ว ในปีนี้ผมกะว่าจะพยายามเขียนเรื่องที่มีแต่ความสุข อ่านแล้วสนุกสนาน ให้ตรงกับภาพบน header ของผม
แต่ครั้งนี้ขอฝืนมันสักครั้ง

ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมไม่ได้เป็นแฟนประจำคลื่นนี้นะครับ เพราะโดยปกติแล้ว ผมฟังวิทยุทุกคลื่น เพราะผมเป็นคนชอบฟังเพลง แนวเพลงที่ผมฟังก็ไม่จำกัดแนวจริงๆ ฟังหมดไทย สากล เจป๊อป เคป๊อป ลูกทุ่ง ลูกกรุง อินดี้ ใต้ดิน หากใครขุดมาให้ผมฟังผมก็ฟัง ผมฟังได้ และก็พอฮึมฮัมไปกับทุกเพลงได้ ถึงแม้เพลงๆนั้นจะไม่ใช่แนวที่ผมชอบก็ตาม แต่ผมถือว่า การฟังเพลงในทุกแนว มันเป็นการเปิดตัวเรา ให้เข้าใจ รับรู้ถึงแนวคิด ของคนทำเพลงในแต่ละสาขา เพราะแต่ละแนวเพลง ก็ล้วนมีเป้าหมายและวิธีในการสื่อสารที่แตกต่างกันออกไป อย่างที่เขาบอกว่า ดนตรีไม่มีพรมแดน

พูดถึงเรื่องดนตรี ขอกลับมาที่สาระสำคัญที่จะเขียน คือเมื่อวานนี้ผมได้หมุนหน้าปัดไปเรื่อยๆ เป็นกิจวัตร ในวันที่หยุดอยู่กับบ้านไม่ได้ออกไปไหน 10โมงเช้ากว่า ก็หมุนไปฟังพี่ซันเหมือนเช่นทุกวัน ได้ยินสปอตตัวหนึ่ง พูดถึงการรวมตัวของดีเจในคลื่น เพื่อจะอำลาคุณผู้ฟัง ผมถึงกับงง! เพราะหลายวันก่อนหมุนมาฟังคลื่นนี้ ยังได้ยินสปอตโปรโมทรูปแบบรายการ The Radio Plus ในปีหน้าอยู่เลย

คลื่นที่ผมพูดถึงคือ คลื่นเพลงสากล The Radio 99.5 FM ด้วยสโลแกนของคลื่น "Next best thing to radio" "สิ่งดีๆมีได้บนหน้าปัดวิทยุ"

คลื่นเดียวที่ผมกล้ายืนยันว่า มีความเป็นธุรกิจน้อยที่สุด และมีความเป็นศิลปะมากที่สุด เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

องค์ประกอบที่เป็นเช่นนั้น คือ
- เพลงทุกเพลงที่เปิด ไม่ใช่มิวสิกไดเร็กเตอร์ ไม่มีเพลย์ลิสต์ นั่นก็หมายความว่า ดีเจเป็นคนเลือกเปิดเองนั่นเอง
- มีการตลาดที่ไม่เหมือนคลื่นอันดับ 1 อันดับ 2
- มีเพลงโปรโมทที่ไม่ใช่การยัดเยียด เพราะในรายการจะมีช่วงของเพลงโปรโมท โดยเฉพาะ เพื่อให้คนฟังรู้ว่า นี่นะเพลงโปรโมท ซึ่งเพลงโปรโมทส่วนใหญ่ก็คือเพลงใหม่ๆที่รายการเอามาแนะนำให้ฟังนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่า หลายๆเพลงที่โปรโมทในคลื่นนี้ คุณจะไม่ได้ยินจากคลื่นฮิตๆทั้งหลายอย่างแน่นอน
- ดีเจ ที่นี่ คือผู้ที่มีประสบการณ์ในการจัดรายการสูงทุกคน และคนรุ่นใหม่ของที่นี่ ก็มีการเตรียมข้อมูลของเพลงที่จะเปิดทุกเพลง เพื่อนำมาบอกเล่าในรายการ ซึ่งต่างจากเทรนด์ของดีเจในปัจจุบัน ที่ไม่ต้องเตรียมอะไร แค่ทำตัวให้สวยหล่อก่อนออกจากบ้านก็เพียงพอ เพราะเดี๋ยวมาถึงสตูดิโอ ก็มีทีมงานเตรียมเพลงไว้ให้เล่นอยู่แล้ว ซึ่งชื่อของดีเจแต่ละคน ใครที่เป็นนักฟังเพลงสากล หรือ คนฟังวิทยุ ที่อายุ 30+ น่าจะรู้จัก เช่น
คุณหมึก วิโรจน์ ควันธรรม , คุณอ้อ เดือนเพ็ญ , คุณหน่อง ณัสรุจน์ , คุณซัน มาโนช พุฒตาล (อดีตพิธีกรรายการ เที่ยงวันอาทิตย์ , บันเทิงคดี) , คุณเอ็ด พิทยากร เจ้าพ่อเพลงยุค 60's - 80's , คุณโป่ง วันชัย อุทัยเฉลิม , คุณเป็นเลิศ หทัยเพียร ผู้รอบรู้เกี่ยวกับเพลง Jazz , ป้าแต๋ว วาสนา เจ้าแม่เพลงอินดี้ตัวจริงเสียงจริง และยังมีคนรุ่นใหม่ อย่าง เปียโน จากวง เดอะซิส ของอาร์เอส ที่ความรู้เรื่องเพลงสากลก็ไม่เป็นสองรองใคร
(จริงๆ ผมอยากให้เพิ่มดีเจนริศ พันธุ์เมธา ไปอีกคนด้วย เพราะก็เป็นอีกคนที่ชอบ)

หลายเพลงที่เป็นเพลงนอกกระแส ก็กลับเป็นที่นิยมได้ เพราะการเปิดของที่นี่
อย่างเพลง Here Today ของ Fugu ซึ่งผมก็ได้ยินจากที่นี่แหละที่แรกที่เปิด
พอ Ford เอาไปใช้เป็นเพลงประกอบโฆษณา คลื่นอื่นๆจึงเอาไปเปิดบ้าง

หรืออย่างย้อนไปไกลๆ สักหลายปีเศษ พี่ชายผม ซึ่งขานั้นเค้าชอบฟังแต่เพลงต่างชาติ เค้าก็บอกว่า ตอนที่เป็น Love FM. ในยุคไนท์สปอต (หรือบีเอ็นทีในเวลาต่อมา) ถ้าใครจำได้ เพลงที่มีแววว่าจะไม่ดัง อย่าง Goodbye ของ Air Supply ซึ่งไม่ใช่เพลงโปรโมตเลย แต่ดีเจที่คลื่นตอนนั้น (ซึ่งหลายคน ก็คือ ดีเจ ของ The Radio ในปัจจุบัน) กลับเอามาเปิดสวนกระแส เพราะคิดว่าเพลงนี้เจ๋งกว่า ก็เลยทำให้ในไทย เพลงนี้ดังไปเลย ในขณะที่ต้นสังกัดต่างประเทศเขาก็งงกับบ้านเราว่าเหตุใด บ้านเราเพลงนี้จึงดังกว่าเพลงโปรโมตของเขา

แต่อุปสรรคของคลื่นประเภทนี้คือ ในแง่ของเรตติ้ง เพราะคลื่นนี้ไม่ได้เปิดเพลงฮิต กลุ่มคนฟัง มีวงไม่กว้าง (แต่เหนียวแน่น) บริษัทผู้ผลิต ไม่ใช่บริษัทใหญ่ ทุนไม่หนา ไม่มีคอนเน็กชั่นที่แข็งกับเจ้าของสถานีทั้งหลาย

บริษัทสำรวจเรตติ้ง ที่ผมเกลียดมันมากๆๆๆๆ อย่างเอซี นีลสัน ซึ่งเอเยนซี ยึดถือข้อมูลในการซื้อโฒษณาผ่านสื่อ เป็นอันดับ 1 จึงไม่ให้อันดับคลื่นเหล่านี้ในสายตาของพวกเขา (เช่นเดียวกับที่ ละครช่อง7 จะมีโฆษณามากกว่า กบนอกกะลา หรือสารคดีของช่อง 9)

คลื่นนี้คือ ปรากฏการณ์ที่หลายคนอยากให้เกิดมานานแล้วในวงการวิทยุ ในปัจจุบันของกรุงเทพฯ
เพราะด้วยความจำกัดที่มีอยู่ เพียงแค่ 40 สถานี
ทำให้ไม่สามารถปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า ธุรกิจ และเรตติ้งไปได้ เพราะ 40 สถานีก็ต่างที่จะต้องแข่งขันกันในสนามแห่งนี้

และด้วยการแข่งขันที่สูง ทำให้วงการวิทยุ เกิดประเพณีที่เรียกว่า การประมูลสัมปทาน เกิดขึ้นทุกปี ระหว่าง รัฐ ซึ่งเป็นเจ้าของสถานี กับ เอกชน ซึ่งเป็นผู้เช่า ซึ่งแน่นอนว่าในระบบทุนนิยม ใครทุนใหญ่กว่า เงินหนากว่า ย่อมมีสิทธิ หรือที่เค้าเรียกกันว่า วงจรอุบาทว์ ในยุคที่สื่อยังผูกขาด ในยุคที่ยังไม่รู้ว่า กสช. จะลืมตาอ้าปากเมื่อไหร่ หรือจะถูกผู้เสียประโยชน์ทำให้มันแท้งตั้งแต่ยังไม่ได้คลอดอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

ดังนั้นจึงตกอยู่ที่เจ้าของสถานีว่า มีนโยบายอย่างไร
ต้องการเงินเข้าองค์กร , ต้องการเรตติ้ง หรือ ต้องการสาระ , คุณภาพของเนื้อหารายการ ฯลฯ


ผมไม่ได้รู้สึกเศร้าใจ ที่คลื่นนี้จะจากไป เพราะผมไม่ใช่แฟนประจำของคลื่นนี้

แต่ผมในฐานะคนที่มองอยู่ห่างๆ ฟังทุกๆคลื่น เพราะชอบฟังเพลงหลายๆแนว ไม่ยึดติด
กลับรู้สึกเศร้าใจ ที่ต่อไปนี้ ผมจะต้องฟังเพลง ที่การตลาดเป็นผู้เลือกให้ผมฟัง
ไม่ใช่จิตวิญญาณ หรือดีเจที่มีความเป็นศิลปิน มาเลือกให้ผมฟังอีก

คลื่นเพลงสากลที่เหลือ อย่าง Get , Eazy , Met ก็ต้องพูดตรงๆว่า ทั้งสามคลื่นนี้
เค้ามีโปรแกรมในการเปิดเพลงที่ถูกกำหนดตายตัวจากทีมมิวสิกไดเร็กเตอร์ ดังนั้น จึงไม่แปลก ที่ถ้าใครฟัง 3 คลื่นนี้จะพบว่า เพลงที่เปิด ซ้ำไปซ้ำมา ฮิตจนไม่รู้จะฮิตยังไงแล้ว หลายคนอาจจะชอบ เพราะมีแต่เพลงรู้จัก แต่สำหรับผม มันไม่มีความหลากหลาย เหมือนเรากินข้าวแกง ร้านนี้ร้านเดียวตลอดชีวิต มันก็เท่ากับว่าคุณได้กินอาหารวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น เท่าที่ร้านข้าวแกงเขาจะทำขายให้คุณกิน

ถึงแม้จะพอมีอีกคลื่นอย่าง 98.5 Breeze FM มาทดแทนได้บ้าง
แต่ Breeze ก็ไม่หลากหลายเท่า เพราะเปิดแต่เพลง Jazz เป็นส่วนใหญ่ และการให้ข้อมูลของเพลงนั้นๆก็น้อย

ในรายการที่ผมได้ฟังช่วงที่ดีเจแต่ะคนมาพูดส่งท้ายกัน
มีการพูดถึงเรื่องของ Pay Per Listening นั่นก็คือการจ่ายเงินเพื่อที่จะได้ฟังรายการ ในลักษณะของ Internet Radio
ซึ่งผมว่าก็คงเป็นแนวทางที่ดี เพราะคงจะเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของเขา ซึ่งก็คือคนทำงาน
ก็คงต้องดูกันต่อๆไป แต่ผมก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย และแอบคิดอยู่เหมือนกันว่า
ของดีๆ ทำไมมันต้องยากต่อการเข้าถึง แต่เอาเถอะ ถ้าของดีจริงๆ ต่อให้แอบซุกอยู่หลืบใด ก็ต้องมีคนตามไปอุดหนุนจนได้

ซึ่งถ้าวงการวิทยุบ้านเรามันยังไม่มีใครกล้าฉีกจากที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ผมคงยอมที่จะต้องเสียตังค์เสพสื่อที่ผมสนใจ

ขอปิดท้ายด้วยคำพูดของพี่ซัน ที่พูดในขณะโฟนอินเข้ามาในรายการว่า
"ร้านของพวกผมอาจปรุงก๋วยเตี๋ยวได้อร่อยถูกปาก หลายๆคน เพียงแต่อยู่ไม่ได้ เพราะคนกิน ไม่ได้เป็นคนจ่ายตังค์"


* รูปภาพจากพันทิป

ปล. ต่อไปนี้ผมคงจะไม่ได้ฟังอาซันแกดีดกีตาร์ครวญเพลงเก่าๆตอนเช้าแล้ว
ปล2. ผมไม่ใช่แฟนประจำ แต่ผมเป็นคนชอบฟังเพลง ซึ่งได้มาจากแม่ที่ชอบฟังเพลงเก่าๆ และพี่ชายที่ชอบฟังเพลงสากล+ญี่ปุ่น พวก Glay , X-Japan etc.

ใครมีอะไรอยากจะพูดคุย แนะนำ ติติงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเอนทรีนี้ (หรือไม่เกี่ยวก็ได้) เชิญได้เลยนะครับ
ขอได้รับคำขอบคุณจากผม Bombay Drive!

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ชีวิตมีขึ้นมีลงครับ sad smile

#1 By NoOnEz on 2007-12-30 19:15