หนูจะชื่อ "หยิ๋ง" ได้มั้ยฮ้า~~~
posted on 31 Mar 2008 17:34 by bombaydrive in ThaiThaiสำหรับผมก็เห็นด้วยส่วนหนึ่ง แต่ขอถือโอกาสคัดลอกบางส่วนจากบทความของนักวิชาการภาคีสมาชิก ของราชบัณฑิตยสถาน รศ.ดร.นิตยา กาญจนะวรรณ มาให้ได้อ่านกันครับ ส่วนท่านจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ก็ตามแต่วิจารณญาณส่วนบุคคล
ประการแรก ข้อมูลภาษาไทยของเราคงจะสับสนอลหม่านไปหมด เพราะจะมีคำคำเดียวกันที่เขียนทั้งแบบมีไม้โทและแบบมีไม้ตรี การสืบค้นข้อมูลคงจะลำบากขึ้น อี-กัฟเวิร์นเมนต์ (e-government) สำหรับประเทศไทยที่ยังต้องใช้ฐานข้อมูลภาษาไทยก็คงจะไปไม่รอด
ประการที่สอง เด็กไทยในอนาคตจะเบื่อหน่ายภาษาไทยยิ่งขึ้น เพราะคราวนี้จะต้องท่องจำกันเป็นคำๆ ไป ว่าคำไหนใช้ไม้โท คำไหนใช้ไม้ตรี ทั้งๆ ที่กฎเกณฑ์เดิมดีอยู่แล้ว แต่มีคนละเมิดกฎจนกลายเป็นที่นิยม และคนทำตาม
ล่าสุด ด้วยสายตาอันไวว่องของผม ได้เหลือบไปเห็นบางส่วนบางตอนของชื่อคุณหมอสัตว์ที่เคยออกคนค้นฅน ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณากาแฟกระป๋องยี่ห้อหนึ่ง ที่ปรากฏชื่อของคุณหมอ เป็นดังภาพข้างล่าง
ชัดเจนว่า ในตัว AD เขียนว่า "ล๊อต ภัทรพล มณีอ่อน"
ถ้าเป็นคำที่มีความหมายโดยทั่วไป หรือ สามานยนาม ใช้อย่างนี้ผิดแน่นอนแบบไม่ต้องฟันธงใดๆ
แต่ก็มีคำถามอยู่เหมือนกัน ซึ่งผมว่าบางคนก็อาจจะสงสัย คือ แล้วถ้าเป็นกรณีวิสามานยนามหละ เช่น ชื่อของตัวบุคคล สถานที่ เครื่องหมายการค้าต่างๆ ฉายา ฯลฯ แล้วจะเขียนอย่างไรก็ได้ใช่มั้ย ก็นั่นมันชื่อของฉัน ตั้งกันเอง ไม่ได้มีความหมายอะไร นอกจากว่า หมายถึงตัวของฉัน
ซึ่งเท่าที่ทราบหลายคนเขาก็เชื่อกันนะครับว่า ถ้าเป็นชื่อเฉพาะแล้ว ก็น่าจะเขียนอย่างไรก็ได้ ไม่น่าจะต้องกังวลในการใช้อะไรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือตัวผู้ใหญ่เอง ผมจึงเห็นในรายการโทรทัศน์วัยรุ่น เขียนชื่อผู้ดำเนินรายการว่า "พี่หยิ๋ง" (รายการหนึ่งทางช่องไทยพีบีเอส) หรือเขียนชื่อน้องๆ ที่มาร่วมสนุกเล่นเกมนอกสถานที่ว่า "น้องน๊อต" "นู๋วา" (รายการหนึ่งทางช่องแถวๆสนามเป้า) อะไรเทือกนั้น เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะธรรมดา
ซึ่งถ้าหากดูจริงๆ การเขียนแบบนั้น ก็อาจจะทำให้ดูมันวัยรุ้น วัยรุ่น สม concept รายการ ในเชิงจิตวิทยาก็เป็นได้ อารมณ์ประมาณว่า เขียนเหมือนพวกวัยรุ่นเขียน chat กันใน MSN หรือ comment กันใน hi5
และหลายคน โดยเฉพาะวัยรุ่นแรกแย้ม ก็ชอบเขียนชื่อตัวเองแบบนี้เสียด้วย ไม่ว่าจะส่วนตัวบนหัว MSN หรือ สาธารณะอย่าง hi5 หรือ ตามเว็บบอร์ดต่างๆ
แต่ถ้าถามหลักเกณฑ์ตั้งชื่อที่ถูกต้องแล้ว (ไม่เฉพาะชื่อบุคคลเท่านั้น) จากตำราหลายๆคนเขียน รวมถึงเท่าที่ทราบมา ตั้งอย่างไรก็ได้ครับ ไม่มีปัญหาเลย จะมีความหมาย ไม่มีความหมายก็ได้ จะเขียนอย่างไร จะสรรอักษรมาใช้กี่ตัวก็ได้ แบบว่าบ่ยั่น
แต่มีข้อห้ามอย่างเดียว ข้อเดียวเท่านั้น คือ...
"ต้องไม่ผิดไวยากรณ์" ครับ
เพราะไวยากรณ์ของภาษานั้นๆ เปรียบได้กับรัฐธรรมนูญของประเทศนั้น
ซึ่งไม่ว่าจะมีกฎลูกใดๆตามออกมา แต่ท้ายที่สุดจะต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญตัวแม่
มิเช่นนั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง เป็นโมฆะ
ยกตัวอย่างง่ายๆ
อย่างคุณที่ชื่อ "หญิง" เขียนอย่างนี้อาจจะธรรมดาไป ก็อาจจะไปตั้งใหม่ เขียนใหม่เป็น
หยิง , หยิงส์ หรือ หยิงง์ ก็ได้
หรืออย่าง ชื่อของสัตวแพทย์ "ล๊อต" ก็อาจเขียนในรูปแบบอื่นๆได้ เช่น
ล็อต , ลอต , ลอตส์ , ลอตต์ , ลอด , ลอท , ลอธ หรือ ลอทธ์ ซึ่งไม่ผิดตามหลักไวยากรณ์ครับ เพียงแต่คำเหล่านี้อาจจะไม่มีความหมายเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะต้องมาคำนึงในการตั้งชื่ออยู่แล้ว
แต่เอาเข้าจริง คนไทยเราหรือต่างชาติก็ดีเวลาจะตั้งชื่อเรียกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็มักจะคำนึงถึงความหมายอยู่เสมอ หรือไม่ก็ต้องมีที่มาจากแหล่งใดแหล่งนี้ที่ดูสอดคล้อง
เช่น ชื่อลูกบางคน ก็อาจจะมาจาก ชื่อพ่อผสมกับชื่อแม่
หรือชื่อสถานที่ก็ตั้งตามลักษณะภูมิประเทศ สิ่งสัญลักษณ์แปลกๆ ชื่อผู้ที่ค้นพบเป็นต้น
ไม่ได้ตั้งแบบไก่กาปาจิงโกะ มั่วๆแต่อย่างใด
อย่างเมื่อก่อนพ่อแม่อาจจะตั้งชื่อลูกง่ายไปนิด เช่น ดำ แดง เขียว ซึ่งก็มีที่มาจากสิ่งรอบตัว พอหมอตำแยถาม นึกไม่ออกเอะอะก็ดำ แดง ไว้ก่อน หรือไม่ก็ให้พระตั้งให้
หรืออย่างราชบัณฑิตยสถานเวลาจะบัญญัติศัพท์ใหม่ๆก็ต้องมีการคิดคำนึงถึงความหมายของสิ่งที่จะตั้งให้ ว่าต้องสอดคล้องและสละสลวย เช่น คณิตกร (คอมพิวเตอร์) , ก้านควบคุม (Joystick) เป็นต้น
ในศัพท์วัยรุ่นที่หลายคนมองว่ามันดูิวิบัติ แต่จริงๆถ้าพิจารณาดีๆ แต่ละคำที่เขาคิดมาใช้กันนั้น ก็ล้วนมีที่มาทั้งสิ้น ไม่ใช่อยู่ดีคิดจะใช้ก็ใช้ เพราะภาษาถึงจะดีแค่ไหน หรือเลวแค่ไหนก็ตาม ถ้าไม่มีคนเห็นดีเห็นงามใช้ด้วย มันก็จะตายไปในที่สุด เพราะวัฏจักรของภาษาก็ไม่ต่างจากมนุษย์ คือ มีเกิด แก่ เจ็บ และตาย
ท้ายที่สุดก็ไม่อยากให้ไปกังวลการใช้มันมากถึงขนาดเครียดลงกระเพาะ อะไรขนาดนั้น เพราะเอาเข้าจริงๆ เรื่องพวกนี้เราก็เรียนมาตั้งแต่ ประุถมกันแล้ว น่าจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ฟิิสิกส์ สมการสิบตัวแปร น่าจะยากกว่ากันเยอะ
ขออนุญาตคัดลอกบทความอีกส่วนจากผู้เขียนคนเดียวกับบทความด้านบน มาให้่อ่านกันครับ เหมือนเดิมว่า ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ก็ตามแต่วิจารณญาณส่วนบุคคล
น่าแปลกที่การสอนเรื่องการผัน เสียงวรรณยุกต์เริ่มมาตั้งแต่ก่อนชั้นประถมด้วยซ้ำ รุ่นของผู้เขียนใช้หนังสือ ดรุณศึกษา ชั้นเตรียมประถม หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยการแนะนำอักษรกลาง การผันเสียงอักษรกลาง อักษรสูง การผันอักษรสูง อักษรต่ำ และการผันอักษรต่ำในบทที่ ๑๔ ถ้าเรียนวันละบทก็จะใช้เวลาเพียง ๑๔ วันเท่านั้น เด็กอายุ ๕-๖ ขวบที่ตั้งใจเรียน ก็จะผันคำที่ใช้อักษรต่ำได้อย่างถูกต้อง
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งก็คือ หนังสือเล่มนี้ผู้แต่งคือ ภราดา ฟ. ฮีแลร์ นักบวชชาวฝรั่งเศส ท่านได้แต่งและเรียบเรียงขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ หลังจากที่ท่านได้พำนักอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลาเพียง ๙ ปีเท่านั้น หนังสือเล่มนี้ใช้สอนในโรงเรียนที่เรียกกันว่า "โรงเรียนฝรั่ง" สำหรับ "โรงเรียนไทย" ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลหรือเอกชนก็น่าจะได้มีหนังสือที่ดีไม่แพ้กัน
ปัญหาของเราก็คือ เหตุใดคนไทยจึงยังเขียนผิด ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องซึ่งเรียนมาตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียน
ตอบได้อย่างเดียวว่าเพราะความไม่ เคร่งครัดในด้านการเรียนการสอนภาษาไทย เราจึงได้คนที่เขียนหนังสือผิดๆ ออกมาสู่สังคม แล้วสร้างสิ่งที่ผิดให้เป็นตัวอย่างต่อไป จนเด็กรุ่นต่อมาคิดว่าถูก
ทำไมคนไทยจึงไม่เคร่งครัดในด้านการเรียนการสอนภาษาไทย
ผู้เขียนตอบไม่ได้
แต่เคยได้ยินคนบางคนเขาบอกว่า
"เพราะภาษาไทยมันหากินไม่ได้ ต้องภาษาอังกฤษกับคอมพิวเตอร์เท่านั้น"
ตราบใดที่ความคิดนี้ยังอยู่ ก็อย่าได้หวังเลยว่าจะแก้ไขได้

หลังจากเขียนจบ ผมก็อ่านทวนตรวจตราอีกรอบ ก็ไปสะดุดตากับชื่อรายการ คนค้นฅน ซึ่งก็ถือเป็นวิสามานยนาม ว่า เราสามารถนำ "ฅ" มาใช้เขียนเป็นวิสามานยนามได้หรือไม่ ทั้งที่ปัจจุบันนั้นไม่มีการนำมาใช้แล้ว
ค้นหาข้อมูลไปมา บวกกับถามอาจารย์ภาษาไทยด้วย ที่โรงเรียนเก่า ซึ่งอาจารย์ฺแกเป็นกองบรรณาธิการวารสารเพื่อเพื่อนรัก ไม่รู้ใครเคยอ่านหรือเปล่านะครับ วารสารเล่มนี้นิยมมากในกลุ่มเด็กประถมกับมัธยมศึกษาตอนต้นเลยนะครับ ฮ่าๆๆ (แอบประชาสัมพันธ์ให้อาจารย์เล็กน้อย)
เข้าเรื่องต่อ...
พบว่า สามารถใช้ได้ครับ เพราะ ราชบัณฑิตยสถาน ยังคงให้ ฃ และ ฅ เป็นพยัญชนะของภาษาไทยอยู่ ดังนั้นจึงมีสิทธิ์ที่เราจะนำมันมาใช้ได้ เพียงแต่ ในปัจจุบันเราไม่เอามันมาใช้แล้ว (เหมือนปลดเกษียณ ก็แค่นั้น)
ดังนั้น ชื่อรายการ คนค้นฅน จึงสามารถใช้ได้ ไม่ผิดแต่อย่างเดียว รวมไปถึง นิตยสารชื่อ ฅ.ฅน ด้วยครับผม เย้~~
ส่วนสาเหตุที่ทำไมต้องมี ฃ และ ฅ ในสารบบภาษาไทย และทำไมถึงเลิกใช้มันในภายหลัง ขอกล่าวสั้นๆครับว่า
เหตุที่้ต้องมีมันเพราะ ในสมัยริเริ่ม คือ สมัยพ่อขุนรามคำแหง แน่นอนว่าภาษาไทย ทั้งการออกเสียงและรูปอักขระต่างๆ ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากหลายๆภาษา เช่น บาลี สันสกฤต ญวน(เวียดนาม) เขมร ไทขาว ซึ่งในยุคนั้น ข จะออกเสียงไม่เหมือนกับ ฃ เช่นเดียวกับ ค ที่ออกเสียงไม่เหมือนกับ ฅ คือ เสียง ฃ และ ฅ ในสมัยสุโขทัยนั้นออกเสียงลึกกว่าเสียง ข (ไข่) และ ค (ควาย) เวลาที่ออกเสียง ข (ไข่) และ ค (ควาย) โคนลิ้นแตะที่เพดานอ่อน ส่วน ฃ และ ฅ นั้น โคนลิ้นจะแตะที่ส่วนที่ถัดเพดานอ่อนเข้าไปอีก
พ่อขุนรามคำแหงจึงต้องประดิษฐ์ตัว ข ฃ ค ฅ ขึ้นมาด้วยเหตุนี้
แต่ด้วย ฃ และ ฅ ออกเสียงคล้ายกับ ข และ ค แต่ออกเสียงยากกว่า และในอักษรตัวอื่นๆ ก็ไม่มีตัวใด ที่มีฐานการออกเสียงเหมือน ฃ และ ฅ (คล้ายกับถูกโดดเดี่ยวในเรื่องการรูปปาก และลมเพื่อการออกเสียง) ทำให้ทุกคำที่เขียนด้วย ฃ และ ฅ ถูกอ่านเป็น ข และ ค เป็นเสียหมด กลายเป็น อักษรเกิน ภายหลังจึงมีการชำระการเขียนใหม่ และปลดเกษียณทั้ง ฃ และ ฅ ในเวลาต่อมา
ขอขอบคุณ ราชบัณฑิตยสถาน ที่เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีด้วยครับ
และขอบคุณอาจารย์(ไม่เอ่ยนาม)มากๆ ทีช่วยไขข้อข้องใจให้ผมครับ
ปล. ปัญหาโลกแตกจริงๆ
ความรู้ใหม่เลยค่ะ
ชื่อผม eddy สะกดเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรครับ
เอ๊ดดี้ หรือ เอ็ดดี้ สารภาพเลยว่า ผมใช้ทั้งสองแบบแล้วแต่อารมณ์ แต่ไม่มีความมั่นใจกับซักตัวเลย ช่วยวินิจฉัยให้ผมที
#1 By Eddy on 2008-03-31 18:07