สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน

จากเอนทรีคราวก่อน มีคุณ PsychoMedicine หรือ คุณหมอโรคจิต เข้ามาฝากรัก ว้าย ไม่ใช่ ฝากคำถามไว้ในคอมเมนต์ (อุทานได้แมนจริงๆ) ดังนี้

...หลายที เจอศัพท์สูงๆเข้าไป เวียนหัว อย่างไฮเปอร์พาราธาลามัสซิสเต็ม คือเป็นศัพท์ที่ไม่มีบัญญัติ
ถ้าว่างๆ ฝากเขียนเรื่องการแปลงเสียงต่างประเทศเป็นไทยได้ไหมครับ จะรออ่าน

ซึ่งวันนี้ถือเป็นมงคลฤกษ์ ที่จะมาผมจะถือโอกาสพูดถึงเรื่องนี้ครับ จากที่ได้ค้นคว้ามา

ปกติแล้วนั้น ศัพท์ทางวิชาการ วิสามานยนาม (ชื่อเฉพาะ) ต่างๆนั้น เราจะมักนิยมเรียกตามต้นตำรับทับไปดื้อๆเลย และทางราชบัณฑิตยสถานเอง ณ ปัจจุบัน ก็น่าจะไม่มีนโยบายไปบัญญัติคำไทยมาใช้เรียกคำอะไรพวกนั้นแล้วด้วย เพราะมันมีเยอะแยะมากมายเหลือเกิน แถมบัญญัติมาเราจะใช้มัน คุ้นเคยกับมันหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

เมื่อเรามีการเรียกมันตามต้นฉบับเขาไปดื้อๆ แน่นอนว่า คำเหล่านั้นมันไม่ใช่ภาษาไทย แต่บางทีการที่เราจะนำไปใช้เขียน หรืออ้างถึงในเอกสารอื่นใด ที่ไม่สามารถเขียนด้วยภาษาต้นฉบับของมันได้ เราจำเป็นต้องเขียนมันเป็นภาษาไทย นี่แหละปัญหา

เพราะในเมื่อมันไม่มีตัวตนในภาษาไทย แต่เราจะจำมันมาแปลงโฉมในการเขียนให้เป็นแบบไทย พบว่า มันมักจะถูกแปลงโฉมเป็นหลากหลายรูปแบบ ต้นฉบับ 1 คำ คุณอาจเห็นมันในรูปการเขียนแบบภาษาไทย ได้เป็นสี่ห้าแบบ ตามอารมณ์ผู้แปลงร่าง

ราชบัณฑิตยสถาน (อีกแล้ว) ก็เลยตั้งกฎเกณฑ์การเขียนทับศัพท์ หรือการแปลงร่างขึ้นมา ด้วยเหตุผลที่ว่า จะได้เขียน หรือแปลงร่าง ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ต้องเขียนแบบว้าวุ่นใจ ไร้แหล่งอ้างอิง

โดยผมขอสรุปหลักคร่าวๆ เท่าที่จำเป็น น่าเอาเป็นแบบอย่าง 4 ข้อ ตามหลักราชบัณฑิตยสถาน มาให้ลองอ่านกันดูครับ (เน้นหนักไปทางวิสามานยนาม และศัพท์ทางวิชาการเป็นหลักนะครับ)

1. อ่านเสียงเป็นอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้น
ในที่นี้ หมายถึงทั้ง พยัญชนะต้น สระ และตัวสะกด โดยการอ่านที่ว่านั้น ยึดการอ่านแบบคนไทยอ่านเป็นหลัก และราชบัณฑิตยสถานยอมรับ (ในแง่การถอดหรือเทียบพยัญชนะ เสียงสระ) เช่น

cholesteral เราเขียนเป็น คอเลสเตอรอล

ตามที่เราพูดๆกันทั่วไป (เพราะคนไทยคงไม่ถนัดพูดแบบมี h ควบ)
ขณะเดียวกัน การถอดการเขียนพยัญชนะ ก็เป็นไปตามหลักของราชบัณฑิตยสถาน เช่น
c พยัญชนะต้น ใช้ ค หรือ ซ
l พยัญชนะต้น และ ตัวสะกด ตัวการันต์ ใช้ได้ตัวเดียวคือ ล
เหมือน r ที่ใช้ ร
ขณะที่ s เป็นตัวสะกด ตัวการันต์ ใช้ ส (ในส่วนของพยัญชนะต้นออกแนวยุ่งยาก) เป็่นต้น

leptospirosis เราเขียนเป็น เลปโตสไปโรซิส

โดย p เป็นตัวสะกด ตัวการันต์ ใช้ ป
sp เป็นพยัญชนะต้น ใช้ สป
ขณะที่ s+สระ ในตัวอย่างคือ si ใช้ ซ เป็นต้น
(บอกแล้วไง ว่า s เป็นพยัญชนะต้น ที่ยุ่งยาก มากเรื่องจริงๆ)

2. ไม่ต้องใส่วรรณยุกต์ถ้าไม่จำเป็น
เนื่องจากภาษาอังกฤษ ไม่มีวรรณยุกต์ใช้ เราจึงไม่ต้องไปใส่วรรณยุกต์ให้มันเวลาเขียน เว้นแต่บางคำ ที่ไม่ใส่แล้วน่าเกลียด ความหมายซ้ำคำไทย อาจอ่านหรือใช้กันสับสน เช่น
coke เราจะเขียนว่า โค้ก เพราะ ถ้าไปเขียน โคก แบบนี้ อาจจะหมายถึง พวกที่ที่มันนูนๆสูงๆ หรืออกแนวเป็นชื่ออำเภอ ตำบล หมูบ้านทางอีสานไป เป็นต้น

3. อย่ามาทำตัววิเศษ ซ้ำซ้อน ถ้าไม่ใช่ศัพท์วิชาการ หรือ วิสามานยนาม
บางคำต้นฉบับ อาจจะมีเขียน ยัติภังค์ (-) หรือใส่มหัพภาค (.) หรือพวกเครื่องหมายพิเศษอื่นๆ
ถ้าคำพวกนั้นไม่ใช่ศัพท์วิชาการ หรือพวกวิสามานยนาม ก็ให้ตัดทิ้งเวลาเขียน แต่ถ้าใช่ให้คงเดิม เช่น
cobalt-60 เขียนเป็น โคบอลต์-60
หรือ J.D. Smith เขียนเป็น เจ.ดี. สมิท เป็นต้น

ส่วนพวกซ้ำซ้อน เช่น
นามทั่วไป ; ball เขียนเป็น บอล (ตัด l ตัวหลังทิ้ง)
ศัพท์วิชาการ วิสามานยนาม ; watt เขียนเป็น วัตต์ , THE MALL (ชื่อห้างสรรพสินค้า) เขียนเป็น เดอะมอลล์ เป็นต้น

4. มีไทย โปรดใช้ไทย
เช่น Ohm's Law เขียนเป็น กฎของโอห์ม
biophysics เขียนเป็น ชีวฟิสิกส์
arithmetic expression เขียนเป็น นิพจน์คำนวณ
หรือ hyperbola equation เขียนเป็น สมการพาราโบลา เป็นต้น

กรณี ohm กับ cholesteral สังเกตว่า จะมี h เป็นเสียงควบในภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่ ใน cholesteral จะไม่แสดงถึง h เพราะ c ที่นำหน้า ไม่ใช่สระ จึงไม่ต้องใส่ h


เอามาฝากกันแล้ว ถ้าคุณมีโอกาสที่จะต้องได้เขียนคำพวกนี้เป็นภาษาไทย ก็ลองเอาไปใช้กัน จะได้เขียนอย่างถูกต้อง สบายใจ ทั้งผู้เขียน


แต่สำหรับผมแล้ว
- ถ้าไม่จำเป็น เขียนเป็นภาษาต้นฉบับได้ เขียนไปเถอะ ปวดหัว เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่ไทยคำอังกฤษคำครับ ทำได้เลย นักภาษาศาสตร์คนไหนมาท้วงติงพ่อจะตบ เอ๊ย เตะผ่าหมากให้ดู
- ถ้าคำไหนที่แปลงร่างมันลำบาก และมีบัญญัติไว้อยู่แล้ว ใช้ที่เขาบัญญัติไว้ดีกว่า ไม่ต้องมาแปลงร่างมันให้เหนื่อยสมอง เช่น
achlorhydria เขียนเป็น ภาวะไร้กรดเกลือ น่าจะง่ายกว่า (ศัพท์ทางการแพทย์) เป็นต้น

สรุป ใช้ตามโอกาสที่เหมาะสมและสะดวกท่านก็แล้วกันนะครับ ง่่ายดี



ช่วงนี้ก็เข้าสู่เดือนเมษายนแล้วนะครับ เลยขอรวบรวม บรรดาคำที่ดูจะเหมาะสมกับเดือนนี้ มาส่งท้าย

ร้อน หมายถึง มีความรู้สึกตามผิวหนังเหมือนโดนไฟ
ร้อนใจ หมายถึง กระวนกระวายใจ เร่งรีบ
ร้อนอกร้อนใจ หมายถึง เดือดร้อนใจ กระวนกระวายใจ
ร้อนรุ่ม หมายถึง กลัดกลุ้มด้วยร้อนใจ บ้างก็ใช้ รุ่มร้อน
ร้อนเร่่า หมายถึง เช่นเดียวกับ ร้อนรุ่ม บ้างก็ใช้ เร่าร้อน
ร้อนรน หมายถึง แสดงอาการกระวนกระวาย
ร้อนๆ หนาวๆ หมายถึง ครั่นเนื้อครั่นตัว เหมือนเป็นไข้ , เร่าร้อนใจ กลัวว่าจะถูกตำหนิหรือลงโทษ
ร้อนตัว หมายถึง กลัวว่าโทษหรือความเดือดร้อนจะมาถึงตัว
ร้อนแรง หมายถึง มีความรู้สึกอยากที่แรงกล้า
ร้อนตับแลบ หมายถึง อาการร้อนที่เกิดมาจากความเหนื่อย หรือการออกกำลังกาย (เป็นภาษาปาก)
ร้อนระอุ หมายถึง ร้อนมาก ร้อนไปทั่ว (คำซ้อน)
.
.
ร้อนเงิน หมายถึง ต้องการเงินอย่างมาก เช่น ตอนนี้เจ้าของบล็อกกำลังร้อนเงิน เป็นต้น

 

เพิ่มเติมข้อมูล ที่ เว็บไซต์ราชบัณฑิตยสถาน ครับ

หากมีจุดใดผิด ได้โปรดท้วงติงเจ้าของบล็อก จักขอบพระคุณยิ่ง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ง่ะ
ทำไมสุดยอดแบบนี้ล่ะconfused smile

#1 By 草の 明ら  on 2008-04-05 20:23

บางทีหนูไอก็รำคาญนะคะ
ทั้งๆที่บางตัวภาษาไทยก็มีให้ใช้แต่กระแดะไปใช้ศัพท์ต่างชาติ
(บางกรณีเข้าใจว่าพูดไม่ถูก) sad smile ..แต่ก็นะ

#2 By [ i ]Rin on 2008-04-05 20:26

ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆครับ Hot!

ปล.เห็นด้วยครับ ว่าหลายทับศัพท์ไปอาจจะดีกว่าพยายามแปล big smile

#3 By SkyKiD on 2008-04-05 20:36

ประทับใจตั้งแต่อ่านครั้งแรกใน entry ไม้ตรีลิซึ่ม



ขออนุญาตแอดนะฮะ big smile

#4 By Zairen_Bibliophobia on 2008-04-05 20:42

ดีมากค่ะHot!

แต่อย่างว่านะ

ไทยก้อให้เป็นไทยเถิด

จะอิ้งก้ออิ้งไปเลย...

#5 By Risuki-666 on 2008-04-05 20:44

Hot!

#6 By Zero Plus+ on 2008-04-05 23:29

ทำไมผมโคตรเกลียดภาษาไทยเลย


มันทำให้ต้องแปลไทยเป็นอังกฤษอีกที

#7 By book on 2008-04-05 23:42

อ่า แล้วภาษาญี่ปุ่นที่เราทับศัพท์เป็นภาษาไทยนี่มีหลักการที่แน่นอนแบบภาษาอังกฤษรึเปล่าครับ

เช่น โดราเอมอน หรือ โดราเอม่อน

ปล. อันต่อไปถามเล่นๆครับ

แล้วยังมีภาษาญี่ปุ่นที่ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เลือกมาทับศัพท์ภาษาไทยอีกที (งงไหมเนี้ย) แหะๆ

อย่าง Vegita -> ベジータ -> เบจิต้า

#8 By tamanxzg on 2008-04-05 23:45

เยี่ยมค่ะ double wink

#9 By b613 ดาวถัดมา on 2008-04-05 23:59

ในรายงานวิชาการมีข้อบังคับนะ ว่าอะไรที่ใช้ภาษาไทยได้ ก็ควรจะใช้ภาษาไทยให้หมด อย่าไทยคำอังกฤาคำ มันจะดูไม่ค่อยงามเท่าไหร่ sad smile

#10 By Johnny on 2008-04-06 00:10

เรื่องภาษากับศัพท์วิชาการนี่ ... บางคำข้าน้อยก็รู้สึกว่ามันไปกันไม่ได้จริงๆน่ะฮับ

ว่าไงดีล่ะฮับ... คำบางคำ เหมือนมีการพยายามแปล แต่แปลออกมาแล้วแปลกๆ หรือแปลออกมาแล้วก็ยังไม่สื่อความหมายเพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่น่ะฮับ ซึ่งศัพท์ที่ว่ามานี้ก็มักจะเป็นศัพท์วิชาการของทางวิทยาศาสตร์น่ะฮับ
...ไว้ขอเก็บประเด็นนี้ไปขยายความต่อเมื่อมีโอกาสละกันฮับ big smile

#11 By DDP on 2008-04-06 00:43

เก่งจังเลยครับ
อ่านแล้วสนุก ยังได้ความรู้อีก
ขอแอดไว้เลยนะครับ

#12 By misterun on 2008-04-06 02:37

คนไทยทั้งประเทศที่สามารถเข้าใจภาษาไทยอย่างถ่องแท้...
ผมว่ามีไม่ถึงพันคน.....
ผมว่าภาษาไทยเนี่ย เป็นภาษายากที่สุดในโลกเลย

#13 By รีคอนดำ on 2008-04-06 07:10

อ่ะ ยากอ่า

#14 By 재눈 on 2008-04-06 09:21

ที่ c เป็นได้ทั้ง ค และ ซ โดยมีหลักคือ

c ถ้าตามด้วย a, o, u จะออกเสียง [k] เลยใช้ ค
c ถ้าตามด้วย i, e, y จะออกเสียง [s] เลยใช้ ซ

big smile

#15 By manop on 2008-04-06 11:07

ตอนนี้ก็ร้อนเงินเหมือนเจ้าของบล็อกครับsad smile

#16 By แมงกลิ้งขี้ on 2008-04-06 11:10

Hot! ดีมากเลยค่ะ เพราะบางทีก็ยัง งง งงกับการเขียน

#17 By TaLgY on 2008-04-06 12:28

#2 เห็นด้วยกับหนูไอรินนะจ๊ะ แต่ส่วนตัวมองว่าน่าจะอยู่ที่ความเหมาะสมในการนำมาใช้มากกว่า ทั้งการพูด และการเขียน บางคำใช้เป็นภาษาไทย อาจจะมีคนเข้าใจน้อยกว่า ใช้ภาษาอังกฤษก็ได้ อย่างพวกศัพท์เฉพาะทาง

#3 ใช่ครับ บางตัวแปลแล้ว บัญญัติแล้วมันก็แหม่งๆอยู่

#4 ไม่ต้องขอก็ได้ครับ

#5 ถูกครับ แต่บางกรณีมันก็ต้องมีบ้าง ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

#8 ภาษาญี่ปุ่นก็มีหลักการเช่นกัน ไว้จะเขียนในโอกาสต่อไปครับ

#10 ที่ผมเขียนเอนทรีนี้ขึ้นมาส่วนหนึ่ง ก็มาจากประเด็นนั้น

#11 จะรออ่านนะครับ ถ้าเขียน big smile

#13 ภาษาไทยยากที่สุดหรือเปล่า อันนี้ผมก็ไม่ทราบ แต่เรื่องที่เราไม่เข้าใจภาษาของเราอย่างถ่องแท้ อันนี้ผมว่าไม่ใช่แค่เราหรอกครับ ประเทศอื่นๆ ที่เขามีภาษาเป็นของตัวเอง เขาก็ไม่เข้าใจอย่างถ่องแทหรอก เพราะภาษามีมาเป็นร้อยเป็นพันปี มีวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงของมันมาเรื่อยๆ ยิ่งนาน กฎเกณฑ์ต่างๆ ข้อยกเว้นก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ยากที่จะรับรู้ได้ทั้งหมด ส่วนตัวผมก็ไม่ได้เก่งภาษาไทยไปกว่าคนอื่นๆหรอกครับ ก็ยังต้องศึกษา ค่อยๆเรียนรู้ จับจุดไปเรื่อยๆ

ถ้าพ่อขุนรามคำแหงเห็นภาษาไทย ในยุคสมัยนี้ ท่านก็คงจะงุนงงอยู่ไม่น้อย embarrassed embarrassed

#15 ขอบคุณครับ ดีใจ มีผู้รู้มาช่วยเพิ่มเติม ดีครับๆ

#16 หัวอกเดียวกัน เนาะ

#1,6,7,9,12,14,17 ขอบคุณครับ surprised smile

#18 By บอมเบย์ on 2008-04-06 15:39

เห็นด้วยครับ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ก็คงต้นฉบับไว้เลย หรือ แปลออกมาเลยดีกว่า

แต่ถ้าเป็นภาษาอื่นๆนอกจากไทย กับ อังกฤษ คงต้นฉบับไว้คงลำบากsad smile
โอ้!ไม่ได้มานาน มาอีกที บลอคน้องชายแจ่มเจ๋งไปเลยคุณน้อง อ่ะ!เอาบุญไปแล้วให้อีก 1 hotHot!

#20 By pui@phangan on 2008-04-08 20:43

เย่ียมครับ

ขออนุญาต add

#21 By Seta Brahms on 2008-04-09 20:55

ภาษาไทยเรา ไม่วิบัติ แน่นอน หากมีคนอย่างคุณ
อยู่บนผืนแผ่นดินไทยนี้

อ่านแล้วเอ๋อเล็กน้อยครับ


วิชาการ จริงๆซูฮกเลย .......






ขอบคุณนะครับ ที่ เข้ามา อ่านเนื้อเรื่อง ของผม
ดีใจครับ มากครับ . . . ผมจะฝึก พัฒนา ให้ดีกว่านี้ๆๆ
นะครับ ขอบคุณ แอดเช่นกันconfused smile

#22 By on 2008-04-09 22:24

ชอบค่ะ ขออนุญาตแอดด้วยคนนะคะ

บางที คำศัพท์ทำให้สับสนจริงๆ เลย ทุกวันนี้ เวลาทำงาน ต้องติดต่อกับลูกค้า สงสัยเหลือเกินว่า ทำำไมการติดต่อระหว่างคนไทยด้วยกันต้องใช้ภาษาอังกฤษ กว่าจะสื่อสารกันได้รู้เรื่องก็ทำเอาเหนื่อยเลยล่ะค่ะ

#23 By Rabbiz! on 2008-04-10 15:00

ขอบคุณมากๆนะครับ (เพิ่งมาเห็นหลังสงกรานต์) ต้องเก็บเอาไว้อ้างอิงในการเขียน ^^

#24 By on 2008-04-20 11:41

อ้อ ติดดาวให้ แต่คาดว่าน่าจะ Hot ไปนานแล้วละนะ ^^Hot!

#25 By on 2008-04-20 11:42

ได้ประโยชน์หลาย
big smile



เดือนแห่งความร้อนรุ่ม

#26 By iNum~* on 2008-07-27 13:42

มิ๊เห็นจะมีเลย

#27 By ปราย (58.8.93.195) on 2009-08-23 14:39