วรรณยุกต์ ร้อยกรอง สองเสน่ห์ภาษาไทย
posted on 12 May 2008 16:09 by bombaydrive in ThaiThaiอ่านสักนิด
เพลงทุกเพลงในนี้ มัน Autoplay หมดเลย ผมไม่รู้จะไปปรับตรงไหนให้มันไม่ Auto ยังไงถ้าไม่ต้องการฟัง ช่วยไปกด Stop แต่ละเพลงก่อนนะครับ
ทั้งหมดที่จะเขียนนี้ ผมไม่รับรองว่า จะสามารถนำไปอ้างอิงทางวิชาการได้ หากอ่านแล้ว มีข้อคิดเห็นใดๆ จากท่านที่แตกต่างไปจากผม ก็ยินดีรับทุกความคิดเห็นครับ
และผมไม่ได้มีอคติใดๆกับเพลงที่เอามาลงในเอนทรีนี้นะครับ เพลงที่เอามาลงก็มาจากเว็บของต้นสังกัดเอง หวังว่าคงไม่โดนเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงมาเล่นงานนะครับ 
*******************************
ผมเชื่อว่า สิ่งที่น่าพิเศษอยู่อย่างหนึ่งสำหรับภาษาไทย ในความคิดเห็นของผม คือ ภาษาไทยเราเป็นภาษาที่มีเสียงสูง ต่ำ โดยอาศัยสิ่งที่เรียกว่า วรรณยุกต์ เป็นตัวกำหนด และในการที่มันมีเสียงต่างกัน ก็ย่อมให้ความหมายของคำที่ต่างกันไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา กับคนที่คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่นๆ ที่เสียงสูง ต่ำของคำ เป็นเพียงสำเนียง ไม่ได้เกี่ยวกับความหมายของคำ จะงุนงงเล็กน้อย หากมาศึกษาภาษาไทย ในขณะเดียวกัน คนไทยโดยมาก เวลาพูดภาษาอังกฤษ ก็จะไม่นิยมออกเสียงสูงต่ำ ตามฉบับเจ้าของภาษา แต่จะออกเสียงโมโนโทน ตามฉบับของเรา เพราะเราคุ้นเคยกับการที่คำๆหนึ่ง สามารถออกเสียงได้เพียงแบบเดียว ซึ่งพอเจ้าของภาษามาฟังสำเนียงเราพูด ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามอยู่มากในการตีความสิ่งที่เราจะสื่อสารกับเขาเช่นกัน จนหลายๆครั้ง ต้องมีการใช้อวจนภาษาเข้ามาช่วย
และด้วยความพิเศษในเรื่องของเสียงสูง ต่ำ ของคำในภาษาไทย ส่งผลให้ บทร้อยกรองในภาษาไทย มีความไพเราะโดดเด่นขึ้นมาทันที ยิ่งได้ได้ฟังบทประพันธ์ร้อยกรองจากนักประพันธ์ หรือกวีที่เก่งๆแล้ว โอ้ พระพุทธเจ้าช่วย มันเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆเลย จอร์จ ซาร่า
ในความรู้สึกของผม บางบทร้อยกรอง ผมอ่านแล้ว รู้สึกจับต้องได้ถึงความไพเราะ ได้อารมณ์เหมือนนั่งฟังเพลงๆหนึ่ง ที่ถึงแม้มันจะไม่มีทำนองประกอบเลยก็ตาม แต่ก็รู้สึกสุนทรีย์ไปกับมันได้มากกว่า เพลงวัยรุ่นสมัยนี้บางเพลง ที่ถึงแม้ทำนองจะเพราะสักแค่ไหน แต่พอมีเนื้อร้องมาประกอบแล้ว กลับรู้สึกเฉยๆ ฟังผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ผมขอนิยาม ให้เรื่องของวรรณยุกต์และร้อยกรอง รวมถึงสิ่งที่กล่าวมา ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เรียกว่า "เสน่ห์ของภาษาไทย"
.
.
วรรณยุกต์
วรรณยุกต์ (tone mark) จัดเป็นเอกลักษณ์ชิ้นเอกของภาษาไทยอย่างหนึ่ง ถึงแม้เสียงสูง ต่ำ จะมีอยู่ในทุกภาษา และบางภาษาก็มีวรรณยุกต์ใช้ เช่น ภาษาเวียดนาม แต่ วรรณยุกต์ในภาษาไทย ไม่ได้มีหน้าที่แค่ระบุการผันเสียง ออกเสียงของคำเท่านั้น แต่เป็นการแบ่งแยกความหมายของคำด้วย
ที่มาของการใช้วรรณยุกต์โดยคร่าวนั้น เริ่มตั้งแต่สมัยของพ่อขุนรามคำแหง ช่วงของราชวงศ์พระร่วง ที่ไท เป็นผู้ปกครองประเทศสยาม ขณะนั้น แต่ละชนกลุ่ม ไม่ว่าจะพวกเขมร มอญ ละว้า ลาว ก็มีลักษณะการเขียนสื่อสารที่คล้ายๆกันกับไท เพียงแต่การสื่อสารด้วยการพูด สำเนียง แตกต่างกัน พระองค์จึงได้มีดำริสร้างภาษาที่เป็นแบบแผนขึ้น โดยวรรณยุกต์ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อระบุการออกสำเนียงให้เข้าใจตรงกัน สำหรับการติดต่อกันทั้งในประเพณี และสงคราม โดยในยุคเริ่มแรก มีเพียงแค่วรรณยุกต์เอก ซึ่งเป็นขีดๆเดียว เช่นกับที่ใช้ปัจจุบัน และวรรณยุกต์โท ที่ใช้ เครื่องหมาย + เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งต่อมาคือ รูปของวรรณยุกต์ จัตวา โดยสาเหตุที่เรียกเอก และโท ก็มาจาก รูปวรรณยุกต์ที่เป็นขีดเดียว และสองขีด ไม่ได้มาจากเสียงของมันแต่อย่างใด และในสมัยพ่อขุนรามคำแหงก็มีการนำ ห มานำตัวอักษรอื่นๆ เพื่อสร้างคำเป็นเสียงจัตวา ซึ่งเป็นที่มาของอักษรนำในปัจจุบันด้วยเช่นกัน
ส่วนรูปวรรณยุกต์ ตรี และจัตวา เริ่มมีใช้ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีที่มากับการเขียนทับศัีพท์เลียนเสียงของภาษาจีน ซึ่งในภาษาไทยไม่มี โดยเฉพาะอักษรกลาง ซึ่งไม่มีอักษรใดมาใช้คู่ สร้างเสียงใหม่ เหมือนอักษรต่ำสูง จะเอา ห มานำก็ขาดเสียงตรี จึงสร้างสองวรรณยุกต์ดังกล่่าวมาใช้ โดยมีหลักฐานมาจากกฏหมาย ศักดินาพลเรือน ที่มีการตีพิมพ์การใช้วรรณยุกต์ ตรีและจัตวา เช่นคำว่า จุ้นจู๊ และ บั่นจู๊ ซึ่งเป็นชื่อของนายสำเภาชาวจีน เป็นต้น
ปัจจุบัน เรายอมรับว่า วรรณยุกต์ แบ่งเป็น รูป และเสียง ในกลุ่มอักษรกลาง (ตามหลัก ไตรยางศ์) รูป และเสียง จะใช้กำกับตรงกัน
แต่อักษรสูง ต่ำ จะใช้รูปกำกับไม่ตรงกับเสียง โดยไม่นิยมใช้ รูปวรรณยุกต์ตรี กับรูปวรรณยุกต์จัตวากำกับ ถึงแม้ว่าคำๆนั้น จะออกเสียงระดับวรรณยุกต์ตรีและจัตวาก็ตาม เนื่องด้วยเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น คือ รูปวรรณยุกต์ตรี และจัตวา ไม่ได้มีใช้มาตั้งแต่ต้น จึงติดมาจนเป็นหลักหนึ่งของภาษาที่ราชบัณฑิตยสภารองรับ
เรื่องของวรรณยุกต์ มีประโยชน์อย่างมากในการขยายสร้างคำใหม่ สร้างความหลากหลายของเสียง และเป็นประโยชน์ต่อการสร้างบทประพันธ์ประเภทร้อยกรองอย่างมาก
.
.
ร้อยกรอง
ร้อยกรอง คือ งานประพันธ์ประเภทหนึ่ง ที่มีสัมผัสสระ อักษร หรือวรรณยุกต์ระหว่างคำ กลุ่มคำ หรือประโยค และเป็นไปตามรูปแบบของฉันทลักษณ์ ที่มีอยู่มากมายได้แ่ก่ โคลง ฉันท์ กาำพย์ กลอน ร่าย
ร้ิอยกรอง เกิดจากความสุนทรีย์ของคนไทย ในการจับคำมาร้อยเรียงให้ไพเราะ มีความสัมผัสคล้องจอง มีเสียงสูงต่ำ เหมือนเพลง และให้ความหมายที่คมคาย ให้อารมณ์หลากหลาย จะสุข เศร้า ตลก เสียดสี ชมนกชมไม้ ก็ได้
ร้อยกรอง เป็นงานประพันธ์ที่เป็นที่มักเป็นที่จดจำของผู้อ่าน ได้ดีกว่า ถ้อยคำประพันธ์ธรรมดา เห็นได้จาก สโลแกนสินค้า ที่มักทำให้คล้องจอง ทำให้สโลแกนมีเสน่ห์มากขึ้น เช่นเดียวกับร้อยกรอง ที่มีเสน่ห์เพราะความคล้องจองของมัน
แต่ก็มีบางความเห็นที่น่าสนใจจากนักภาษาศาสตร์บางท่านบอกว่า ร้อยกรองจะไพเราะหรือไม่ไพเราะ ไม่ได้ขึ้นกับฉันทลักษณ์ใดๆ มันขึ้นอยู่กับว่าผู้แต่งสามารถเอาเรื่องมาเล่าผ่านการใช้คำที่มีเสียงสระ วรรณยุกต์ได้เหมาะสมมากเพียงใด เพียงแค่ไม่กี่คำ จับมาเรียงถ้อยร้อยสัมผัส ก็จับใจคนอ่านได้
.
.
.
แต่ปัจจุบัน อะไรหลายๆสิ่งเปลี่ยนแปลงไป เสน่ห์ของภาษาไทยที่เป็นเอกลักษณ์ กำลังจะถูกลืม ด้วยพฤติกรรมมักง่ายๆบางอย่างของเราเอง
.
.
ของแถม : เนื้อเพลง จัดเป็นร้อยกรองหรือไม่
ขอออกตัวก่อนนะครับว่า ผมไม่มีความรู้เรื่องการแต่งเพลงใดๆเลย แต่หากพิจารณาในเชิงภาษาแล้ว สำหรับผมต้องบอกว่า บางเพลงก็จัดเป็นร้อยกรอง บางเพลงก็ไม่ใช่ครับ เพราะบางเพลง ก็แต่งโดยใช้ฉันทลักษณ์ของร้อยกรอง เช่นกลอนตลาด กาพย์ยานี แต่บางเพลงก็เป็นการเขียนเนื้อ เน้นให้เข้ากับทำนองมากกว่า อาจจะมีคล้องจองนิดๆหน่อย แต่ไม่ถือเป็นร้อยกรอง จัดเป็นร้อยแก้วเสียมากกว่า
ส่วนตัวผมเคยทราบมาว่า การแต่งเพลงก็มีฉันทลักษณ์ของมันอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าฉันทลักษณ์ของเนื้อเพลงหน้าตาเป็นแบบใด บางเพลง เนื้อของเพลง ก็ดูเหมือนจะสักแต่ว่า จะให้มันคล้องจองกันแบบสะเปะสะปะ บางเพลงก็แต่งให้เนื้อเข้ากับทำนอง ซึ่งก็ออกมาไพเราะ แต่บางเพลง เอาทำนองมายัดกับเนื้อร้อง ทั้งๆที่บางคำเสียงไม่เข้า แต่คนร้องก็มีเทคนิกร้องมันจนได้ ฟังแล้วก็แปร่งๆดี บางคนก็สรรคำ ใช้สำนวนโวหารได้สละสลวยน่าฟัง บางเพลงก็สรรคำได้เลวไม่น่าฟัง เหมือนรีบแต่งชอบกล
ตัวอย่างเนื้อเพลงที่เป็นร้อยกรอง :
เพลง เดือนเพ็ญ ศิลปิน คาราบาว
คำร้องและทำนอง ดัดแปลงจาก เพลงคิดถึงบ้านของ อัศนี พลจันทร
เดือนเพ็ญ สวยเย็นเห็นอร่าม
นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา
แสงจันทร์นวล ชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา
คิดถึงท้องนา บ้านเรือนที่เคยเนาว์
กองไฟ สุมควายตามคอก
คงยังไม่มอดดับดอก จันทร์เอยช่วยบอก
ให้ลมช่วยเป่า
สุมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว
ให้พี่น้องเรา นอนหลับอุ่นสบาย
เรไร ร้องดังฟังว่า
เสียงที่เจ้าพร่ำครวญหา
ลมเอยช่วยพา กระซิบข้างกาย
ข้ายังคอย อยู่ไม่หน่าย
ไม่เลือนห่างจากเคลื่อนคลาย
คิดถึงไม่วาย เมื่อเราจากกัน
ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้
นำรักจากห้วงดวงใจ ของข้านี้ไป
บอกเขานั้นหนา
ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา
จะไปซบหน้า กับอกแม่เอย
เรไร ร้องดังฟังว่า
เสียงที่เจ้าพร่ำครวญหา
ลมเอยช่วยพา กระซิบข้างกาย
ข้ายังคอย อยู่ไม่หน่าย
ไม่เลือนห่างจากเคลื่อนคลาย
คิดถึงไม่วาย เมื่อเราจากกัน
ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้
นำรักจากห้วงดวงใจ ของข้านี้ไป
บอกเขานั้นหนา
ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา
จะไปซบหน้า กับอกแม่เอย
ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา
จะไปซบหน้า กับอกแม่เอย
ตัวอย่างเนื้อเพลงที่ไม่ใช่ร้อยกรอง :
เพลง ที่ปรึกษา ศิลปิน กอล์ฟ ไมค์
ทะเลาะกับเขามาทีไรทีไร ก็จะเป็นหน้าที่ฉัน
เช็ดน้ำตาให้เธอ บอกให้เธอทำใจเย็นๆ
ต้องพูดว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ อาจจะเป็นแค่เรื่องเล็ก
และในวันพรุ่งนี้เธอและเขาก็คงเข้าใจกัน
ทุกครั้งต้องพูดคำเดิมคำเดิมว่าอย่าเอาแต่ใจนัก
ให้ทำตัวดีๆ คงรักกันไปได้อีกนาน
บอกเธอให้คืนดีกับเขา แต่ใจฉันมันจะละลาย
ก็กลั้นน้ำตาแทบจะไม่ไหวรู้บ้างไหมเธอ
บอกใจตัวเองว่าไม่อิจฉา (ฝืนใจบอกใจ)
ว่าเราต้องไม่อิจฉา เพราะคนอย่างเรามันเป็นแค่ที่ปรึกษา
คอยให้คำปรึกษา แล้วก็จบกัน
อยากบอกกับเธอให้เลิกกับเขา (แล้วมองกลับมา)
มามีหัวใจให้ฉัน รู้ดีแก่ใจว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น
มันไม่ง่ายอย่างนั้น เป็นแค่ที่ปรึกษา.. ก็ยอม
When I wipe your tears
so don't your hand seems never let it go
และต้องมีเวลาฟังเรื่องราวยาวๆ ของเธอ
แล้วก็ต้องพูดยืนยันออกไปว่าไม่น่าจะมีปัญหา
เขาก็เป็นคนดีเธอนั่นเองคงคิดมากไป
ทุกครั้งต้องพูดคำเดิมคำเดิมว่าอย่าเอาแต่ใจนัก
ให้ทำตัวดีๆ คงรักกันไปได้อีกนาน
บอกเธอให้คืนดีกับเขา แต่ใจฉันมันจะละลาย
ก็กลั้นน้ำตาแทบจะไม่ไหวรู้บ้างไหมเธอ
บอกใจตัวเองว่าไม่อิจฉา (ฝืนใจบอกใจ)
ว่าเราต้องไม่อิจฉา เพราะคนอย่างเรามันเป็นแค่ที่ปรึกษา
คอยให้คำปรึกษา แล้วก็จบกัน
อยากบอกกับเธอให้เลิกกับเขา (แล้วมองกลับมา)
มามีหัวใจให้ฉัน รู้ดีแก่ใจว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น
มันไม่ง่ายอย่างนั้น เป็นแค่ที่ปรึกษา.. ก็ยอม
บอกใจตัวเองว่าไม่อิจฉา (ฝืนใจบอกใจ)
ว่าเราต้องไม่อิจฉา เพราะคนอย่างเรามันเป็นแค่ที่ปรึกษา
คอยให้คำปรึกษา แล้วก็จบกัน
อยากบอกกับเธอให้เลิกกับเขา (แล้วมองกลับมา)
มามีหัวใจให้ฉัน รู้ดีแก่ใจว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น
มันไม่ง่ายอย่างนั้น เป็นแค่ที่ปรึกษา.. ก็ยอม
.
.
.
แถมอีก ผมมีเนื้อเพลงจาก อัลบั้มแรก และอัลบั้มล่าสุดของกะลา มาให้ลองเปรียบเทียบดูครับ ส่วนจะคิดกันยังไง ผมไม่ขอแทรกแซง ส่วนถ้าไม่เข้าใจว่าผมจะบอกอะไร ก็ช่างมันเถอะครับ ไปคิดเรื่องข้าวแพง น้ำมันขึ้นราคา จะเอาอะไรมาจำนำดีกว่า...
เพลง รอ ศิลปิน กะลา (2542)
ปิดตัวเองให้มืดมน อย่างคนที่ไร้ความคิด
ปล่อยชีวิต ยึดติดกับคำว่ารอ
ในความรัก ในความหวัง
มีความช้ำคอยซ้ำรอยต่อ
ตอกย้ำว่าต้องรอ เรื่อยไป
กับความรักที่เลื่อนลอย ที่ลดน้อยลงทุกที
เท่าที่มี ข้างกายคือความเงียบเหงา
อยากมีเธอ เคียงข้างกาย ไขว่คว้าได้เพียงแค่เงา
อ้างว้างและเหน็บหนาว เหงาในหัวใจ
เหนื่อยจนท้อ ต้องรออีกนานเท่าไหร่
ความรัก ของเรามันคงสุดทาง
เหนื่อยเพียงไหน
เมื่อมันยิ่งรอ ยิ่งหมดความหวัง
ความฝัน คงไม่มีวันเป็นจริง
เหนื่อยและท้อ ต้องรอไปจนเมื่อไหร่
ยิ่งหวัง ยิ่งไกลออกไปทุกที เหนื่อยและล้า
ไขว่คว้าเท่าไหร่ ไม่ถึงเธอซักที
สิ่งที่เจอวันนี้ ฉันมีแต่ความว่างเปล่า
จะวันนี้ จะวันไหน จะยังเฝ้ารออย่างนี้
กี่เดือนปีเลยผ่าน จะรอเรื่อยไป
ด้วยดวงใจที่มั่นคง จะนานแสนนานเท่าไร
แต่หัวใจ ยังย้ำทุกวันว่ารอ
เหนื่อยจนท้อ ต้องรออีกนานเท่าไหร่
ความรัก ของเรามันคงสุดทาง
เหนื่อยเพียงไหน
เมื่อมันยิ่งรอ ยิ่งหมดความหวัง
ความฝัน คงไม่มีวันเป็นจริง
เหนื่อยและท้อ ต้องรอไปจนเมื่อไหร่
ยิ่งหวัง ยิ่งไกลออกไปทุกที เหนื่อยและล้า
ไขว่คว้าเท่าไหร่ ไม่ถึงเธอซักที
สิ่งที่เจอวันนี้ ฉันมีแต่ความว่างเปล่า
สิ่งที่รู้วันนี้ ฉันมีแต่คำว่ารอ
.
.
เพลง สี่นาที ศิลปิน กะลา (2551)
แค่สี่นาที มีเวลาให้กันบ้างไหมเธอ
ก่อนที่จะไม่เจอ อีกแสนนาน
อยากให้เธอยอม กลับเวลาไปตอนยังรักกัน
ฉันมีดีบ้างไหม ในสายตา
ไม่ว่าเธอเคยทุกข์เท่าไหร่
เปลี่ยนมันเป็นรอยยิ้มให้เธอ
ปลอบโยนเธอ เมื่อตอนเธอนั้นร้องไห้
เธอจะลองไปคิดสักนิดได้ไหม
ถ้าหากคนคนนี้ รักเธอจริงๆ ยิ่งกว่ารักตัวเอง
มีเวลาให้คิดจนจบเสียงเพลง
ถ้าหากเพลงนี้ นั้นต้องจบ เธอไม่ค้นพบเลย
ไม่เคยจะเห็นความดี จากนี้จะพร้อมให้ไป
ฉันคงดีไม่พอ
หากหนึ่งนาที ที่ทำดีให้เธอยังน้อยไป
ขอฉันเพิ่มได้ไหม ให้แก้ตัว
ไม่เจตนา ถ่วงเวลาเลยเธอไม่ต้องกลัว
วันใดเธอจะไปไม่ขวางทาง
ไม่ว่าเธอเคยทุกข์เท่าไหร่
เปลี่ยนมันเป็นรอยยิ้มให้เธอ
ปลอบโยนเธอ เมื่อตอนเธอนั้นร้องไห้
เธอยังคงจะทิ้งกันลงอีกไหม
ถ้าหากคนคนนี้ รักเธอจริงๆ ยิ่งกว่ารักตัวเอง
มีเวลาให้คิดจนจบเสียงเพลง
ถ้าหากเพลงนี้ เล่นจนจบ เธอไม่ค้นพบเลย
เธอยังคงจะทิ้งกันลงอีกไหม
ถ้าหากคนคนนี้ รักเธอจริงๆ ยิ่งกว่ารักตัวเอง
มีเวลาให้คิดจนจบเสียงเพลง
ถ้าหากเพลงนี้ เล่นจนจบ เธอไม่ค้นพบเลย
ไม่เคยจะเห็นความดี จากนี้จะพร้อมให้ไป
ฉันคงดีไม่พอ
.
.
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=rattanakosin225

สรุปว่าถูกทั้งคู่สินะ
สมัยยังเด็กเข้าใจว่าเพลงทุกเพลงเป็นกลอน
ในยุคหลังหลายเพลงที่ได้ฟัง ไม่ยักจะเป็นเพราะไม่เห็นสัมผัส
บางเพลง...เขาว่าเป็นกลอนเปล่า
เลยไม่มีสัมผัสเหมือนกลอนทั่วไป
แล้วกลอนเปล่าเป็นอย่างไรคะ
ปล.ไม่ว่าผ่านไปกี่ปี "เดือนเพ็ญ" ยังคงเป็นเพลงไทยที่ชอบที่สุดเสมอ
#1 By W-mira-S on 2008-05-12 22:17