เนื่องจากโลกในปัจจุบัน การติดต่อสื่อสารสามารถกระทำได้ง่ายขึ้นอย่างมากๆ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ การที่เราจะคุยกับคนที่อยู่อีกซีกโลกแบบปัจจุบันทันด่วน ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีักต่อไป

และด้วยเหตุนี้ ภาษาสากล อย่างภาษาอังกฤษ (ซึ่งก็กำหนดโดยพวกฝรั่งมังค่า) จึงกลายเป็นภาษาจำเป็น ซึ่งควรจะต้องรู้เอาไว้อย่างยิ่ง ใครจะมาบอกว่าไม่ต้องสนใจภาษาอังกฤษก็ได้ เพราะไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ อาจจะต้องลำบากและเปลี่ยนความคิดในภายหลัง ซึ่งผมเองถึงแม้จะชอบและสนใจในภาษาถิ่นฐานของตนขนาดไหน ก็ไม่อาจปฏิเสธภาษาอังกฤษได้ลง ถึงแม้จะมีกระแหนกระแหนตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า ทีภาษาไทย 44-21-4 มีกฎเกณฑ์เยอะแยะวุ่นวาย ยังศึกษาเข้าสมองได้ แต่ทำไม้ ทำไม ภาษาอังกฤษ มีแค่ a-z แต่ไม่เคยจะเข้าใจมันสักที (แต่ก็ชอบเข้าบล็อกสอนภาษาอังกฤษอยู่ร่ำๆนะ อย่างบล็อกของคุณพี่มานพ หรือ พี่ก๋องภาษาอังกฤษข้างถนน เป็นต้น)

จนในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้ว่า มีโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษผุดขึ้นราวดอกเห็ด ไม่ว่าจะสอนเพื่อไปสอบเอนทรานซ์ สอนเพื่อเอาไปใช้จริง ฝึกทักษะ สอบเอาคะแนนโทอิก โทเฟล หรือแม้กระทั่ง เอาไปใช่เพื่อประกอบวิชาชีพ และอื่นๆ ซึ่งก็มีหลายระดับ หลากราคาให้เลือกศึกษา แล้วแต่ชื่อเสียง และความนิยมในตัวสถาบัน หรืออาจารย์ผู้สอนที่อยู่ในสถาบันนั้นๆ

และเนื่องด้วยการศึกษาไทยในขณะนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่การศึกษาที่เป็นบริการของรัฐอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินทำทองให้ใครหลายคนสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างอาคารแถวพญาไทได้ (-*-) โรงเรียนธรรมดาสามัญ ไม่ว่าจะรัฐหรือเอกชน มีหรือจะปล่อยโอกาสตรงนี้ให้หลุดลอย เงินทั้งน้านนนน มีอุปสงค์เสนอ อุปทานก็ต้องตอบสนอง

จากที่แต่เดิม ผู้ปกครองคนไหน อยากจะส่งลูกไปอยู่กับภาษาอังกฤษ ให้ได้เรียนทุกสรรพวิชาเป็นภาษาอังกฤษ ก็มักจะส่งลูกพร้อมเงินก้อนใหญ่ไปต่างประเทศบ้างหละ หรือโรงเรียนนานาชาติบ้างหละ (ซึ่งบางแห่งก็เป็นนานาชาติขี้นก)

ผิดกับเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปเสียเงินเป็นแสน เป็นล้าน มีเงินแค่ครึ่งหมื่น หรือเกือบจะถึงแสน คุณก็ส่งลูกไปเรียนในลักษณะนั้นได้ ด้วยโปรแกรมการเรียนแบบพิเศษ ที่เรียกว่า English Program หรือ EP ไม่ว่าจะโรงเรียนดัง โรงเรียนเล็ก โรงเรียนใหญ่ก็แห่เปิดกันเป็นทิวแถว เหมือนช่วงที่ชาเขียวบูม อะไรๆในตอนนั้นก็ชาเขียว

และที่ดูจะธุรกิจเห็นๆก็คือ การแข่งขันระหว่างโรงเรียน ในการที่จะดึงดูดความสนใจให้ผู้ปกครอง ส่งบุตรหลานและเงินก้อนโตมายังโรงเรียน ก็คือ การประชาสัมพันธ์ ที่เห็นชัดๆก็เช่น การแจกใบปลิว แผ่นพับ ไปออกบู๊ตประชาสัมพันธ์ตามโรงเรียนระดับล่างกว่า หรือแม้กระทั่งออกบู๊ตตามห้าง ก็มีให้เห็นมาแล้ว ซึ่งข้อความหรือเรื่องที่มักจะใช้ส่วนมากก็เช่น

- เรียนกับฝรั่งแม่งทุกวิชา เว้นภาษาไทย พระพุทธ (ซึ่งถ้าสอนได้ ก็คงจะสอนไปด้วยหละ)
- บรรยากาศดี เรียนห้องแอร์
- รับประกันว่าจะมีแต่ลูกคนมีกะตังค์มาเรียน (อันนี้มันของตาย)
- พาไปทัศนศึกษานี่โน่นนั่น มีอิงลิชแคมป์ พาไปสิงค์โปร์ มาเลเซีย (ทำไมไม่พาไปอังกฤษให้รู้แล้วรู้รอด)

หรือ ไม่ก็นู่นเลย พ่วงแถมด้วยการอาจจะพาลูกคนไปสอนมารยาทการรับประทานอาหารที่โรงแรมระดับห้า ดาว (โรงแรมที่พี่วิชัยทำอยู่รึเปล่า) ก็ว่ากันไป (อันท้ายนี่ไม่ได้ประชดนะครับ มีจริงๆ)

บางโรงเรียนก็อาจจะไม่ได้มาแนว EP แต่อาจจะมาในรูปของ MEP1 หรือไม่ก็ Gifted2 ซึ่ง หลักๆก็คือโปรแกรมพิเศษที่เข้ามาเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากหลักสูตรขั้นพื้นฐาน ปกติ (ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ศึกษา) และก็เน้นเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องหลักๆ

ซึ่ง ถ้าพูดในด้านวิชาการ ก็อยากที่บอกนั่นคือวัตถุประสงค์หลัก หรือจุดขายของทุกโรงเรียนอยู่แล้ว อันนี้วางใจได้ว่า ลูกคุณจะได้รับการอัด ยัดเยียด วิชาการเต็มขั้นแน่ๆ ซึ่งมากจนลูกของคุณเองก็อาจจะรับไม่ไหว โดยอาจารย์ผู้สอน บางโรงเรียนก็เอาอาจารย์ที่สอนในโรงเรียนนั่นแหละมาสอน วิชาไหนต้องใช้ชาวต่างชาติสอนดังคำโฆษณา ก็ต้องจ้างมาเป็นพิเศษ บางโรงเรียนก็จ้างหรือเชิญระดับหัวกะทิยกชุดมาสอนให้เฉพาะเลยก็มี (ซึ่งบางทีหัวกะทิที่ว่า ก็อาจจะสอนดีสู้อาจารย์ธรรมดา ไม่มีอะไรนำหน้าชื่อไม่ได้เหมือนกัน)

แต่สิ่งที่ผมวิตกจริตไปคนเดียว ตอนนี้ ก็คือ ผมเห็นหลายๆโรงเรียน ไม่ว่าจะเล็ก กลาง หรือใหญ่ก็ตาม กำลังให้ความสำคัญกับโปรแกรมพวกนี้มากจนเกินไป จนบางทีอาจจะลืมนึกถึงเด็กโปรแกรมธรรมดาว่ามีตัวตนอยู่ในโรงเรียน

อย่าง เช่น เวลาส่งเด็กไปแข่งขันอะไร ก็มักจะส่งพวกเด็กโปรแกรมพิเศษเหล่านี้ไปก่อนเสมอ เวลามีค่าย หรือมีกิจกรรมสัมมนาอะไร ก็จะเอาเด็กพวกนี้ไปก่อน ทั้งๆที่เด็กโปรแกรมธรรมดา อาจจะมีความสามารถมากกว่าก็ได้ แต่แค่เพียงเพราะไม่มีตังค์ให้โรงเรียนได้มากเท่าเด็กกลุ่มนั้น เลยไม่ถูกนำมาขัดเกลา หรือไม่มีโอกาสหยิบยื่นให้อย่างนั้นหรือ

และ ยิ่งไปกว่านั้น บางโรงเรียน ทั้งผู้บริหาร ครูอาจารย์บางคน ก็จะโอ๋เด็กเหล่านี้จนออกนอกหน้า แบ่งชนชั้นให้เกิดขึ้นภายในโรงเรียน ลูกของคุณอาจจะถูกล้างสมองจากบุคคลกลุ่มนี้ ที่ดูหวังดีแต่อาจจะประสงค์ร้าย ว่าเป็นเทวดา นางฟ้าจุติลงมาเกิดบ้างหละ (อันนี้ผมก็พูดเกินไปนิด) ลูกคุณเก่งและเหนือกว่าเพื่อนๆบ้างหละ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

หากตัวเด็กเป็นคนที่ติดดินเป็นทุนเดิม หรือไม่ได้สนใจไอ้เรื่องพรรค์นั้น มันก็ดีไป เพราะเขาก็คงจะไม่แคร์ต่อไป อยู่ได้ในสังคมอย่างปกติสุข

แต่หากลูกคนเป็นคนอ่อน หัวสูง ไม่เคยพบเจอกับความลำบาก หรือเรื่องกดดัน มาเจอผู้ใหญ่ให้ท้ายก็ไปกันใหญ่สิครับ อาจจะกลายเป็นคนเย่อหยิ่ง มั่นใจในตัวเองสูงมาก แบบว่าที่ผู้ว่ากทม.คนหนึ่ง (อะไรมันจะขนาดนั้น อีตาบอมเบย์ )

และ การที่ผู้ใหญ่ไปแบ่งแยกชนชั้นให้เด็กแบบนี้ มันกลายเป็นว่า เด็กโปรแกรมพิเศษ กับเด็กธรรมดา เหมือนอยู่กันคนละซีกโลก คนละระดับกัน ถ้าเด็กไม่เ้ข้าไปคุยกันเอง (ซึ่งก็มีเพียงแค่บางส่วน)

มีน้องจาก โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่านเขตทหารในกรุงเทพ เล่าให้ผมฟังแบบเชิงน้อยใจว่า ที่โรงเรียนเขาจะมี ครูคนหนึ่ง ไม่ขอเอ่ยตำแหน่ง เพราะอาจจะเข้าข่ายหมิ่นประมาท ประมาณว่า พอเด็กธรรมดามาไหว้เขา เขาจะไม่รับไหว้ แบบเชิด บางทีเห็นก็จะทำเป็นไม่เห็น แต่พอเด็ก EP มาไหว้เขา พฤติกรรมกลับตาลปัตรเลย คือนอกจากจะรับไหว้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแล้ว ยังมีคำทักทายที่แสนเสนาะหูออกมาว่า "สวัสดีค่ะลูก เป็นอย่างไงบ้างค่ะ ..." และก็ไม่ใช่ครั้งเดียวที่เป็นเช่นนั้น

ดูไปดูมา ไม่ต่างอะไร กับไอ้สิ่งที่เรียกว่า ทุนนิยมเอาเสียเลย (ถึงแม้ผมจะไม่ชอบทุนนิยม แต่ผมก็ไม่เคยชื่นชมกับไอ้ม็อบพันธมิตรที่ปักหลักอยู่ตอนนี้แต่อย่างใด)

.

.

จริงๆแล้วทุกสรรพสิ่งมันก็มีข้อดี ข้อเสียของตัวมันอยู่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณา

ด้วย ประสบการณ์อันน้อยนิดของกระผม ผมขอแนะนำว่า หากท่านจะหา EP ดีๆสักแห่ง เพื่อส่งลูกคุณไปเรียนต่อ ลองไปสำรวจหลายๆที่ครับ (ไม่ต้องโรงเรียนดังๆก็ได้ เพราะการแข่งขัน และค่าใช้จ่ายมหาศาล) และต้องอย่าเชื่อคำโฆษณาจากใบปลิวหรือการบอกต่อเด็ดขาด จนกว่าจะได้ไปพิสูจน์เอง คือ คุณเมื่อคุณไปสำรวจ คุณต้องเข้าไปให้เห็นถึงสถานที่จริง ห้องเรียนจริง ไปลองด้อมๆมองๆดูบรรยากาศการเรียน ว่าเป็นอย่างไร ถ้ายามหน้าโรงเรียนไม่ให้เข้าไม่ไว้ใจก็ใช้ไม้ตายว่าจะมาดูการเรียนการสอน ส่งลูกมาเรียน EP เชื่อเหอะครับ ใช้ไม้นี้ ร้อยละเก้าสิบ ยอมทุกราย หรือถ้ายามมันกวนตีน ก็ให้มันมาประกบเลยก็ได้ 

หลัง จากด้อมๆมองๆดูบรรยากาศการเรียนแล้ว หลังเลิกเรียนก็ลองเข้าไปคุยกับเด็ก EP ตัวเป็นๆเลย ว่าบรรยากาศการเรียนเป็นอย่างไร ดีมั้ย โอเคมั้ย ถ้าเจอผู้ปกครองของเด็กเหล่านั้นก็ลองสอบถามเพิ่มเติมดูอีกชั้น ก็ไม่เสียหลาย ก่อนจะต้องจ่ายตังค์ แล้วมานั่งเสียใจทีหลัง

จำไว้ สำหรับโครงการพวกนี้ คำพูดจากครูที่ดูแลโครงการ และผู้บริหาร มักเชื่อไม่ได้เต็มร้อย เพราะมักจะโม้แหลกน้ำลายแตกฟอง

และ ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดอีกนั่นแหละ ผมก็เห็นว่าเด็ก EP , MEP , Gifted หลายคน เรียนจากที่โรงเรียนเสร็จ ก็เห็นยังไปนั่งเ้รียนกวดต่ออีก ไม่อิ่มกันซักที (ซึ่งจริงๆมันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ แสดงว่าใฝ่รู้) จนบางทีก็สงสัยว่า ไอ้บางคนที่สอบติดมหิดล สอบติดเตรียม หรือถ้าม.ปลายก็ติดจุฬา ธรรมศาสตร์ ชิงทุนกพ. ทุนนอก ติดเพราะโครงการพิเศษที่เรียน หรือติดเพราะกวดวิชากันแน่ ซึ่งไม่ว่าจะติดด้วยวิธีไหน ถ้าติดแล้วละก็ เข้าทีโรงเรียน เก็บเป็นผลงาน เอาลูกคุณไปโปรโมตกับรุ่นใหม่ต่อๆไปแน่นอน

หลายๆคน เรียน EP มา 3ปี 6ปี ก็ยังไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารได้ หรือใ้ช้ได้ บางทีก็ไม่ต่างไปจากเด็กโปรแกรมธรรมดาด้วยซ้ำ เพราะเรื่องแบบนี้ มันไม่ใช่อยู่ที่หลักสูตร หรือสถานศึกษา หากอยู่ที่ตัวเด็กเอง และผู้ปกครอง ครอบครัวต้องร่วมด้วย ซึ่งถึงแม้ลูกคุณจะเรียนโปรแกรมธรรมดา แต่ตัวเด็กเชื่อฟัง ใส่ใจ พ่อแม่ ครอบครัวใส่ใจให้ความสำคัญกับเด็ก สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี และก็ไม่ืลืมหยอดภูมิคุ้มกันไว้เพื่อเผชิญสิ่งที่เลวร้าย บางทีอาจจะทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีกว่า และออกมาเป็นบุคคลที่ไม่ได้แค่เก่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นคนดีอีกด้วย

.

.

สุด ท้าย ถึงแม้ว่าผมจะให้ EP หรือ โครงการพิเศษอื่นๆ ดูเป็นผู้ร้ายไปสักนิด แต่ก็ขอยืนยันว่า ยังมี EP หรือโครงการพิเศษที่ดี สอนให้เด็กเก่งระดับเทพ และไม่ปลูกฝังว่า เด็กเหล่านั้นเป็นเทวดา นางฟ้า อยู่อีกมากมายหลายโรงเรียน

 

## โร