เฮ้อ ส่ายเน็งๆ

posted on 01 Jul 2008 20:39 by bombaydrive in Social

วันนี้ไปเรียนรด. มา ตอนเช้าก็มีความสุขดีอยู่หรอก แต่พอเลิกรด.ไม่ถึงห้านาืที ยังไม่ทันจะได้โบกแท็กซี่กลับ ฝนก็ไม่คอยท่า ตกลงมา เปลี่ยนรด.ผู้มีเกียรติ กลายเป็นไอ้ลูกหมาตกน้ำไปในบัดดล กลับมาแทบไม่อยากเรียนต่อ (เรียนเคมีซะด้วย อยากจะร้องไห้ ) พึ่งจะรู้วันนี้ว่า ไอ้รองเท้าที่ใส่เนี่ย มันกันน้ำออก ได้ดีกว่ากันน้ำเข้า จะเป็นฮ่องกงฟุตก็คราวนี้หละ

แล้วฟ้าฝนมันยังไม่จุใจ พอตอนระหว่างเรียนฝนหยุด แต่พอจะกลับบ้าน ก็นั่งรถเมล์ไปถึงหน้าปากซอยเรียบร้อยละ พอนั่งมอเตอร์ไซค์จะเข้าบ้าน ฝนเจ้ากรรม ดันเทกระหน่ำ ลมพัดแรง ท้องฟ้ามืดครึ้ม จากกระเป๋าที่ชื้นอยู่แล้ว คราวนี้ชุ่มโชก ของข้างใน หนังสือตูข้า หมดสภาพเหมือนเจ้าของไม่มีผิด

เซ็ง และ หน่าย ส่าย และ เน็ง

.

.

เพื่อให้หายส่ายเน็ง ขอเล่านิทานไม่ปรัมปราซักเรื่องแก้เซ็งดีกว่า

กาลครั้งหนึ่งไม่นานเท่าไหร่ในซอยๆหนึ่ง นายเอสเป็นเจ้าของบ้านหลังหนึ่ง อยู่กลางซอย และทุกๆคืน ก็มักจะมีขโมยแวะมาหาอยู่บ่อยๆ นายเอสก็ไปแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจไม่ทำอะไรเลย นายเอสก็โมโหตำรวจ หาว่าตำรวจอยู่ข้างโจร เลยแก้ปัญหาด้วยการ ปิดซอยมันแม่งเลย หายาม มาตรวจรักษาเข้ม ทุกคนที่เข้าออก ใครจะเข้าซอยก็ไปรื้อค้นข้าวของในกระเป๋าเขา และบางช่วงก็ห้ามเข้า พอพวกยามที่มาทำหน้าที่ อยากเข้าห้องน้ำ ก็ให้ปล่อยแถวๆนั้น นอนกันตั้งเต๊นท์ปักหลักอยู่ที่นั่นเลย คนอื่นๆที่อยู่ในซอยนั้นก็ออกมาโวย นายเอสก็สวนกลับ อ้างเรื่องความปลอดภัยของบ้านตน และขอให้เพื่อนบ้านคนอื่นๆเห็นใจ และอย่ามาขวาง

คุณคิดว่าแบบนี้ นายเอส ทำถูกหรือไม่

--- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- --- 

เมื่อบางคนใน‘โรงเรียนของพระราชา’หยุดยั้งการชุมนุมของประชาชน ที่ยืนหยัดพิทักษ์ปกป้องราชบัลลังก์!
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000077165

ช่างเป็น Irony of life กระไรเช่นนี้ที่ครูและนักเรียนของโรงเรียน “ราชวินิต” มัธยมจำนวนหนึ่งใช้สิทธิทางศาลเพื่อหยุดยั้งการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถ้าเป็นโรงเรียนอื่นผมคงไม่เห็นเป็นเรื่องผิดแปลกอะไรจนต้องขอแหกคิวเขียนถึงในวันนี้ แต่นี่ช่างบังเอิญอย่างร้ายกาจที่เป็น “ราชวินิต” ผมทนปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่บอกเล่าความเป็นมาคงไม่ได้
      
วินิต : ก. ฝึกหัดหรืออบรม, ทำให้ละพยศหรือละทิฐิมานะ, ปกครอง. (ป., ส. วินีต).
      
ราช, ราช-- : น. พระเจ้าแผ่นดิน, .... ฯลฯ
      
(พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน)
      
แปลไทยเป็นไทยอย่างเอาความ “ราชวินิต” ก็อาจแปลได้ว่า สถานอบรมสั่งสอนของพระเจ้าแผ่นดิน หรือโรงเรียนของพระเจ้าแผ่นดิน หรือนัยหนึ่งโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์
      
ชื่อนี้ไม่ใช่ตั้งกันเองโก้ ๆ หากแต่มีความเป็นมา
      
“ราชวินิต” น่าจะเป็นนามพระราชทานตั้งแต่ประมาณปี 2506 !
      
แม้จะเป็นโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้มีลักษณะพิเศษอย่างวชิราวุธวิทยาลัยหรือ ภปร.ราชวิทยาลัย แต่ก็เป็นโรงเรียนที่มาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ต้องการให้กันที่นั่งจำนวนหนึ่งในโรงเรียนนี้ไว้ให้บุตรหลานข้าราชการสำนักพระราชวัง
      
โรงเรียนราชวินิตเปิดทำการสอนครั้งแรกในระดับชั้นประถมศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2509 โดยอาศัยใช้สถานที่ของโรงเรียนพญาไท ถนนศรีอยุธยา ขณะรอการก่อสร้างอาคารถาวรบนที่ดินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บริเวณสวนเพาะปลูกของวังสวนกุหลาบ ถนนอู่ทองนอก ตรงที่วันนี้เป็นโรงเรียนราชวินิตประถม
      
ที่ดินบริเวณสวนเพาะปลูกดังกล่าว พื้นที่ใกล้เคียงกันส่วนหนึ่งพระราชทานแก่ข้าราชการสำนักพระราชวังที่ประสบปัญหาที่อยู่อาศัย โดยจัดสรรให้คนละ 60 – 62 ตารางวา ขณะนี้ก็ยังคงดำรงอยู่
      
บุตรหลานข้าราชการสำนักพระราชวังยังคงได้รับสิทธิพิเศษให้เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนได้จนถึงทุกวันนี้
      
โรงเรียนราชวินิตย้ายมายังสวนเพาะปลูกวังสวนกุหลาบเมื่อปีการศึกษา 2510 !
      
นักเรียนรุ่นต่อ ๆ มามีความภูมิใจในโรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษ และมีความใกล้ชิดพระบรมวงศานุวงศ์ที่จะเสด็จฯ มาร่วมงานประจำปีแทบทุกปี โดยส่วนใหญ่จะจัดที่สโมสรทหารบก สี่เสาเทเวศร์
      
ผู้อำนวยการของโรงเรียนคนแรกที่อยู่ยาวนานถึงประมาณ 20 ปีนอกจากจะเป็นข้าราชการสตรีสังกัดกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังเป็นผู้ที่ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท แม้วันนี้จะชราภาพแล้ว ก็ยังรับใช้ถวายงานอยู่ในมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมที่มีท่านขวัญแก้ว วัชโรทัยเป็นประธาน ท่านผู้นี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลจุลจอมเกล้าให้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล เมื่อ 2 เดือนก่อนผมยังไปกราบท่านที่บ้านแถวถนนงามวงศ์วาน ท่านยังแสดงความห่วงใยในบ้านเมืองและราชบัลลังก์
      
น่าเสียดายจริง ๆ ที่วันนี้ “ราชวินิต” ไม่มี “คุณหญิงพวงรัตน์ วิเวกานนท์” เป็นผู้อำนวยการ !
      
คุณหญิงท่านเป็นต้นแบบของนักการศึกษาที่ไม่เคยทิ้งปัจจัยความเป็นไปของสถานการณ์บ้านเมือง ไม่เคยเห็นว่าหน้าที่ของนักเรียนและครูมีเพียงเรียนหนังสือและสอนหนังสือตามตำรา หากแต่เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองและสภาพแวดล้อมรอบตัวเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนที่มนุษย์จะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต และครูเองก็ต้องเป็นนักเรียนไปพร้อมกันด้วย
      
ที่สำคัญที่สุด มนุษย์จะต้องมีราก และไม่ลืมรากของตัวเอง !
      
ผมไม่แน่ใจว่าครูโรงเรียนราชวินิตมัธยมสามสี่คนกับนักเรียนจำนวนหนึ่งที่มาฟ้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นมีความเข้าใจในประวัติศาสตร์และความเป็นมาของ “ราชวินิต” แค่ไหนอย่างไรหรือไม่ ?
      
ไม่แน่ใจว่าท่านทั้งหลายมีทัศนคติอย่างไรต่อ “การเรียน” และ “การสอน” ?
      
รวมทั้งไม่แน่ใจว่าท่านติดตามสถานการณ์บ้านเมืองมากน้อยแค่ไหน หรือคิดจะเสาะแสวงหาความจริงเกี่ยวกับการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบ้างหรือไม่ ?
      
แต่อนุมานเอาว่า “ไม่” !
      
เพราะถ้าครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยมเหล่านี้มี “ความเป็นครู” และ “ความเป็นนักเรียน” ได้เพียงแค่หนึ่งในสิบของท่านผู้อำนวยการคนแรก – คุณหญิงพวงรัตน์ วิเวกานนท์ – พวกท่านก็ควรจะรู้ทั้ง “ราก” และรากฐานของความเป็น “ราชวินิต” และรู้ว่าการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีจุดกำเนิดมาตั้งแต่ปลายปี 2548 นั้นเริ่มต้นมาจากประเด็นพิทักษ์ปกป้องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามนิติราชประเพณีและตามรัฐธรรมนูญ พัฒนามาเป็นการพิทักษ์ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่กำลังถูกท้าทายและรุกคืบจากระบอบประชาธิปไตยของปวงมหาประชาชนที่มีกลุ่มทุนสามานย์ยืนเป็นแบ็กอัป
      
ถึงครูและนักเรียนราชวินิตมัธยมไม่กี่คนนี้จะไม่แน่ใจในข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ ก็ควรที่จะเดินมาแสวงหาข้อเท็จจริงด้วยตนเอง หารือกันฉันมิตร เหมือนกับที่ผู้ใหญ่ของโรงเรียนมัธยมวัดมกุฎกษัตริย์เคยปฏิบัติกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      
ไม่ใช่ติดอยู่กับกรอบ “รถติด”, “หนวกหู”, “สกปรก” และ “ไม่มีสมาธิในการเรียนการสอนตามตำรา” จนละเลย “ราก” ของความเป็น “ราชวินิต” !
      
แล้วแปรสภาพตัวเอง – ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ – ไปเป็นเครื่องมือทางยุทธวิธีตื้น ๆ ของกลุ่มทุนสามานย์
      
ในฐานะศิษย์เก่ารุ่นแรกของ “โรงเรียนของพระราชา” นาม “ราชวินิต” แห่งนี้ และในฐานะลูกชายคนเดียวของข้าราชการสำนักพระราชวังคนหนึ่งที่ยังคงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานที่บริเวณสวนเพาะปลูก วังสวนกุหลาบ ให้เป็นที่ปลูกสร้างบ้านเรือนตั้งแต่ปี 2506 และได้ใช้สิทธิเรียนในโรงเรียนของพระองค์อยู่ 1 ปีเมื่อปีการศึกษา 2510 เขียนเรื่องนี้ไปด้วยน้ำตาคลอ
      
เกิดความรู้สึกเกือบอยากจะบอกแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่าเลิกเถอะครับ พี่น้องประชาชนเหนื่อยมามากแล้ว เมื่อคนมีหน้าที่และคนมีรากทั้งหลายเขาไม่ใส่ใจ ไม่ใยดี กระทั่งมาริเริ่มทำลายเสียเอง เราเดินมาสุดทางแล้ว เราทำหน้าที่ของประชาชนอย่างดีที่สุดแล้ว เราใช้หนี้แผ่นดินหมดแล้ว เราทำบุญหมดตัวแล้ว
      
ชาวราชวินิตหลายคนบอกว่าครูสามสี่คนและนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ว่ามานี้ไม่ได้ทำในนาม “ราชวินิต” โดยองค์รวม ก็...เข้าใจ แต่อยากจะถามกลับว่า....จะแสดงออกกันเพียงแค่นี้หรือ ?
      
ถ้าทำได้แค่นี้ ปล่อยให้คนไม่กี่คนมาใช้ชื่อ “โรงเรียนของพระราชา” มาหยุดยั้งการกระทำของพี่น้องประชาชนที่จงรักภักดียืนหยัดพิทักษ์ปกป้องราชบัลลังก์และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วหากการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีอันต้องสะดุดหยุดลงและไม่กลับมาอีก....
      
ประวัติศาสตร์หน้านี้จะบันทึก “ความเป็นราชวินิต” ไว้อย่างไร ???

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
>http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000077371

--- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- --- 

ผมอ่านข่าวรู้สึกว่า พันธมิตรทำไม่ถูกต้องนะครับ

คือใช่ครับ คุณชุมนุมโดยสันติ (?) คุณมีสิทธิในการชุมนุม บางคนที่เป็นกลุ่มผู้ชุมนุม ก็อาจจะบอกว่า นี่เป็นภารกิจที่ยิื่่งใหญ่ ทำเพื่อชาติ รักกษัตริย์กันยิ่งชีพ ใครไม่ชุมนุมแล้วสะเออะมาวิจารณ์ จะกลายเป็นพวกไม่รักชาติ ต่างๆนานา ก็ว่ากันไปครับ นั่นเป็นสิทธิของคุณ

แต่มาทำอย่างนี้ แสดงว่าพื้นที่ตรงนั้น คงจะเป็นประเทศพันธมิตรไปเสียแล้ว ที่ต้องรัีกษาอธิปไตย ตรวจคนผ่านเมือง (รึเปล่า!?!)

 

สำหรับผม เซ็ง!

.

.

.

 

 

นิทานปรัมปรา = นิทานที่เล่าสืบต่อกันมานาน (มึกขึ้นต้นด้วย กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว )
เซ็ง = จืดชืด , หมดความตื่นเต้น
หน่าย = เบื่อ , จืดจาง , คลายจากความรัก

Comment

Comment:

Tweet

ตอนนี้ความเห็นแตกครับ
คนไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน
ประเทศชาติจะแตกสามัคคีก็เพราะสิ่งนี้ครับ

#11 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-07-25 21:00

ทำไมฟ้าฝนถึงกลั่นแกล้งขนาดนี้น้อ
เซ็งเลยล่ะสิ
sad smile ขนาดโดนปล้นไปแล้วยังมีเงินมาจ้างยามอีกเหรอครับ สุรุ่มสุร่ายน่าดู

#9 By aEkAsItT~ on 2008-07-02 18:51

เห็นด้วยครับ พวกนี้มันทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน
เค้าจะมีการเรียนการสอนกันก็ไม่ได้ ไม่เกรงอกเกรงใจครูบาอาจารย์ที่กำลังประสิทธิ์ประสาทวิชาให้นักเรียน ผู้เป็นอนาคตของชาติเลย
ใช้เครื่องกระจายเสียงพร่ำเพรื่อ ไม่รู้เวร่ำเวลา แล้วนักเรียนจะไปเรียนรู้เรื่องได้อย่างไร
ช่วงเวลาเร่งด่วน ผู้ปกครองมาส่งบุตรหลาน ก็ส่งกันไม่ได้ รถติด เดินไกล คุณคิดว่าทำถูกแล้วเหรอ?
การกระทำที่แสดงออกทางประชาธิปไตยมันทำได้
แต่ควรอยู่ในขอบเขตที่พอดี ไม่ล้ำเขตจนทำให้คนอื่นเดือดร้อน!!!

#8 By Demo' Thai on 2008-07-02 18:04

ผิดกันทั้งนั้นแหละค่ะ!! *>___<)

งั้น..คุณเอสก็ไปแจ้งตำรวจที่อื่นเถอะ 55

#7 By Airin on 2008-07-02 06:42

เรื่องของนายเอสนี่คุ้นน่าดูเลยแฮะquestion

ปล.ในกรณีนี้ผมว่า ขโมย นายเอส ตำรวจ ผิดทั้งนั้นล่ะครับ

#6 By SkyKiD on 2008-07-02 01:25

ผิดหมดครับ!!! จับลงทัณฑ์หมู่ซะ!!!

#5 By on 2008-07-02 00:24

ทำผิดค่ะ เพราะ พี่คิดว่านายเอสน่าจะให้ยามมาเฝ้าหน้าบ้านตัวเองเท่านั้นนะจะได้ไม่เดือดร้อนคนอื่น

#4 By rusleeping on 2008-07-01 23:24

นายเอสทำผิด เพราะอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าอยากให้ผิด อิอิ

จริงๆ ตำรวจก็ผิด เพราะว่าไม่ละเลยในหน้าที่ที่พึงกระทำ
(หรือว่าทำหว่า แต่จับโจรไม่ได้ซักที เหอ เหอ)

#3 By หนึ่ง on 2008-07-01 23:20

ขอบคุณคับ

#2 By Ĵ€Jǽ ЙãļŦ МIĈĦ on 2008-07-01 22:51

มันคงเซ็งน่าดู


เค้าก็ทำไม่ถูกน่ะ


เที่ยวค้นคนอื่นตามใจชอบแล้วอ้างแบบเห็นแก่ตัวsad smile

#1 By Ĵ€Jǽ ЙãļŦ МIĈĦ on 2008-07-01 22:26