Life

หลังจากดองบล็อกไปนานถึงเดือนครึ่ง เพราะอ่านหนังสือเตรียมสอบจนหน้าตาหมดหล่อ
คราวนี้ขอกลับมาอย่างหน้าด้านๆ ด้่วย Tag เรียน......อย่างคนมีกึ๋น ของพี่แนนซี่ครับ (แก้ผ้าเอาหน้ารอดเชียว)

แต่จะให้ผมเขียนแนะนำม.6 เข้าต่อมหาวิทยาลัยก็ดูจะไม่เข้าท่า เพราะผมเองก็อยู่ ม.6 เหมือนกัน (จะกลายเป็นว่าเขียนแนะนำตัวเองมากกว่า - -*) เรียนขอแหกกติกาสักเล็กน้อย แนะนำเหล่าบรรดาม.ต้น วัยคอซอง ขาสั้น บ้าง (เพราะยังไม่เห็นมีใครเขียนเลยนะ เท่าที่ได้เข้ามาเกาะติดเป็นระยะๆ)

ที่สำคัญ ผมว่า ช่วงม.ต้นนี่หละ หัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตมากกว่าม.ปลายเสียอีก จริงๆนะ (14-15 ใช่เลย)

แถมที่ผมจะแนะนำก็อยู่ในมหาวิทยาลัยด้วย (ถ้าจะเข้าก็ต้องเรียน สอบเข้ามหาวิทยาลัย เหมือนจะเท่เนอะ )

 

ว่าแล้ว ก็ เล็ตซึโก... ซาราริมัง!

 

กติกา:
1. copy กติกาของแท็กคนมีกึ๋นไปใส่ไว้ในเอ็นทรี่
2. ตั้งชื่อเอ็นทรี่เป็น "Tag เรียน....อย่างคนมีกึ๋น" <-- ใส่ชื่อคณะหรือเอกที่คุณเรียนลงไป
3. ตอบคำถาม 5 ข้อต่อไปนี้
- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะ แนวทางศึกษาต่อนี้ว่า??
4. พิมพ์ชื่อ Tags ให้ไปอยู่ในหมวดหมู่ของคณะตัวเอง เช่น มนุษยศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ
รวมถึงหมวดหมู่ Admission เพื่อให้น้องๆ ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ได้เข้าไปเลือกอ่านได้ตามความสนใจ จากนั้นอย่าลืม.. ส่ง tag ต่อ

 

- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่
กำลังศึกษา อยู่ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมไฟฟ้า วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (อนาคจะเคลื่อนย้ายไปเปิดเป็นโรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน ในสังกัดของ วทอ. มจพ.)

- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง
ที่นี่มีหลักสูตรเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ 3 สาขา ตามความสนใจของท่าน คือ สาขาเครื่องกล (มีชื่อที่สุด) , สาขาไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และ สาขาโยธา

ในส่วนนี้ ผมจะแจกแจงเฉพาะของสาขาไฟฟ้าเท่านั้น (มิบังอาจไปยุ่งกับสาขาที่ไม่ได้เรียนมา)

สาขาไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จะเรียนและฝึกปฏิบัติในภาพรวมเท่าที่เป็นพื้นฐานและควรจะทราบ สำหรับว่าที่วิศวกรไฟฟ้า (และอื่นๆที่เกี่ยวข้องและสามารถนำไปต่อยอดได้) แต่โดยมากจะเน้นไปทางทฤษฎี โดยเฉพาะการคำนวณทางไฟฟ้า โดยใช้มาตรฐานและอ้างอิงหลักสูตรของทางเยอรมัน

ระยะเวลาการศึกษาทั้งหมด ก็จะ 3-6 ปีครับ (มากกว่า 3 ปี จะดูแก่ไปโดยปริยาย) เป็นหลักสูตร 127 หน่วยกิต การประเมินจบหลักสูตร คล้ายๆกับรูปแบบของมหาวิทยาลัย

การเรียนที่นี่ จะไม่มีแบ่งรอบเช้า รอบบ่าย เพราะเรียนทั้งวัน และเรียนอย่างหนักหน่วง และเรียนไม่เป็นเวล่ำเวลา ดังนั้นจะต้องปรับตัวให้พร้อมเสมอสำหรับการเรียน เพราะบางวันก็อาจจะเริ่มแปดโมง แล้วเรียนยาวรวดไปเลิกหนึ่งทุ่มแบบนันสต็อป แต่บางวัน ก็อาจจะเริ่มเรียนตอนบ่าย แล้วเลิกเย็นๆ หรือไม่มีเรียนเลยก็เป็นไปได้  และบางห้อง บางเทอม อาจจะ้ต้องเรียนวันเสาร์ทั้งวันด้วย (เรียนหกวัน) เพราะฉะนั้น คนที่โหยหาการเรียนกวดวิชา อาจจะลำบากนิดนึงนะครับ (แต่จริงๆแล้วส่วนใหญ่ก็เห็นกวดวิชากันได้ทั้งนั้น) โดยห้วงเวลาปกติ ก็แปดโมงเช้า ถึงสี่โมงเย็น

- ตัวอย่างตารางเรียน 1 2 3 -

สังคมการเรียนของที่นี่ จะอยู่ในรูปแบบเดียวกับสังคมมหาวิทยาลัย เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ คือมีอิสระเสรีเต็มที่ ในการจะเข้าออกมหาวิทยาลัย แ่ต่ในเรื่องของการเข้าเรียนนั้น ส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยมีการโดดเรียนกันหรอกครับ ก็เกือบจะทุกวิชา มีคะแนนเข้าเรียน ใครไม่เข้า มีอันได้ F ไม่ก็ Fa ไปทุกราย

การประเมินผลของที่นี่ ก็จะตัดเกรดแบบมหาวิทยาลัย คือ ABCDF โดยมากจะตัดอิงเกณฑ์+อิงกลุ่ม และคะแนนส่วนใหญ่ในแต่ละวิชา มาจากการสอบล้วนๆ อย่างม.ปลาย เก็บ 70 สอบ 30 ที่นี่ก็จะ เก็บ 20 สอบ 80 อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นเด็กม.ปลาย เกรดสวยหรู ส่วนเด็กที่นี่ เกรดต่ำต้อย ก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แล้วการจะได้ 4.00 ถือเป็นเรื่องที่เป็นไปแทบจะไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้น นานนนนนนนนนนนนที จะมีสักครั้ง สักคนที่ทำได้ (เพราะฉะนั้นใครที่เคยเรียนช่วงชั้นที่ 3 มาได้ 4.00 แล้วมาต่อที่นี่ เกรดตกไปเหลือ 3 กว่า ก็ไม่ต้องเสีัยใจฟูมฟายไป ค่อยๆปรับตัว)

ส่วนวิชาทีคุณจะได้เรียนนั้น จำแนกสำคัญๆ ได้คือ...

1. กลุ่มวิชาสามัญ คือกลุ่มวิชาที่เรียนเหมือนม.ปลาย มี 6 วิชาหลัก คือ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และสังคมศึกษา และแถมด้วยพลศึกษาอีก 1 วิชา

2. กลุ่มวิชาเฉพาะ ของไฟฟ้าแยกย่อยได้ คือ
- พวกวิชาพื้นฐานวิศวกร (เขียนแบบเครื่องกล , ตะไบ , เชื่อม , งานท่อ)
- พวกวิชาไฟฟ้าพื้นฐาน (กระแสตรง กระแสสลับ ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า การเดินสายภายในอาคาร เขียนแบบไฟฟ้า)
- พวกวิชาำเครื่องมือวัด (มิเตอร์ต่างๆ)
- พวกวิชาเครื่องจักรไฟฟ้า (เครื่องกำเนิดไฟฟ้า มอเตอร์ การควบคุมเครื่องจักรไฟฟ้า)
- พวกวิชาอิเล็กทรอนิคส์
- พวกวิชาดิจิตอล และคอมพิวเตอร์

โดยจำแนกเป็นรายภาคได้ดังนี้
(ไม่อยากรู้ ก็ผ่านๆไปนะครับ)

ปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1
311131 เขียนแบบเครื่องกล 1
340151 วัสดุไฟฟ้าและการคำนวณ
341111 ปฏิบัติงานเดินสายภายในอาคาร
341121 ปฏิบัติงานวงจรไฟฟ้ากระแสตรง
341151 วงจรไฟฟ้า 1
392131 ฟิสิกส์ 1
392151 เคมี 1
393141 ภาษาอังกฤษ 1
393161 ภาษาไทย 1
394171 คณิตศาสตร์ 1

ปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2
312113 ปฏิบัติงานโลหะเบื้องต้น
340152 เครื่องมือวัดไฟฟ้า
341122 ปฏิบัติงานวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ
341131 เขียนแบบไฟฟ้า 1
341152 วงจรไฟฟ้า 2
392132 ฟิสิกส์ 2
392152 เคมี 2
393142 ภาษาอังกฤษ 2
393162 ภาษาไทย 2
394172 คณิตศาสตร์ 2
396121 พลศึกษา

ปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1
341112 ปฏิบัติงานเครื่องจักรไฟฟ้า
341124 ปฏิบัติงานเครื่องมือวัดไฟฟ้า
341132 เขียนแบบไฟฟ้า 2
350142 การโปรแกรมคอมพิวเตอร์
353152 วงจรอิเล็กทรอนิกส์ 1
392133 ฟิสิกส์ 3
392153 เคมี 3
393143 ภาษาอังกฤษ 3
393163 ภาษาไทย 3
394173 คณิตศาสตร์ 3

ปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2
341113 ปฏิบัติงานควบคุมมอเตอร์
341123 ปฏิบัติงานวงจรเครื่องจักรไฟฟ้า
341153 เครื่องจักรไฟฟ้า 1
353131 เขียนแบบอิเล็กทรอนิกส์
353153 วงจรอิเล็กทรอนิกส์ 2
392134 ฟิสิกส์ 4
392154 เคมี 4
393144 ภาษาอังกฤษ 4
394174 คณิตศาสตร์ 4
395181 สังคมศึกษา 1

ปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1
341154 เครื่องจักรไฟฟ้า 2
350151 วงจรดิจิตอล 1
353111 ปฏิบัติงานอิเล็กทรอนิกส์ 1
353121 ปฏิบัติงานวงจรอิเล็กทรอนิกส์
353155 เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม
392135 ฟิสิกส์ 5
392155 เคมี 5
393145 ภาษาอังกฤษ 5
394175 คณิตศาสตร์ 5
395182 สังคมศึกษา 2

ปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2
343155 ไมโครโปรเซสเซอร์
343156 วิทยาการก้าวหน้าไฟฟ้า-อิเล็กทอรนิกส์
350152 วงจรดิจิตอล 2
353113 ปฏิบัติงานไมโครโปรเซสเซอร์
353122 ปฏิบัติงานวงจรดิจิตอล
392136 ฟิสิกส์ 6
392156 เคมี 6
393146 ภาษาอังกฤษ 6
394176 คณิตศาสตร์ 6
395183 สังคมศึกษา 3

ดังจะเห็นได้ว่า แต่ละเทอมก็จะมีิวิชาของทั้งไฟฟ้า และวิชาสามัญ ที่เรียนเนื้อหาเหมือนม.ปลายทุกประการ (จะขาดก็แต่ชีววิทยาเท่านั้น ซึ่งถ้าคิดจะเป็นวิศวกร ก็ช่างมันเหอะ)

ส่วนเรื่องของอาจารย์ผู้สอน ก็มีหลากหลายครับ ไม่ขอนินทาพูดถึง แต่โดยรวมก็สอนดีถึงดีมากเลยครับ เพราะหลายท่านก็มีความเป็นผู้ใหญ่ มีคุณวุฒิที่น่าเชื่อถือ

- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง

สาขาที่เรียนนี้ เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ เพื่อเตรียมนักศึกษาสู่การศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ต่อไป หลักสูตรนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะผลิตช่างชำนาญการ หรือผลิตวิศวกรโดยสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวังว่า เรียนที่นี่ 3 ปี จะเก่ง หรือสามารถไปเปิดร้านเล็กๆประกอบอาชีพได้ เหมือนสถาบันทางอาชีวศึกษาโดยทั่วไป เพราะยังมีเนื้อหาเฉพาะทางอีกมากที่ต้องทราบ

โดยการเรียนหลักสูตรนี้ สามารถนำไปต่อยอดได้ในการเรียนต่อทางวิศวกรรมไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ แมกคาทรอนิก หรือเคมีก็ยังพอไหว หรืออาจจะไปทางสายวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ เคมี หรืออื่นๆก็ได้

แต่ถ้าหากเรียนไปแล้ว รู้สึกว่าอาชีพวิศวกรอาจไม่ใช่ตัวคุณ ก็สามารถเบนเข็ม ไปเรียนทางสายศิลป์ หรือสังคมได้ ผ่านระบบแอดมิชชัน ของทางสกอ. และสทศ. เป็นต้น  หรือแม้กระทั่งสอบแอดมิชชันเพื่อเข้าคณะวิศวกรรมของสถาบันการศึกษาอื่นก็ทำได้ (สอบ O-NET, GAT , PAT พื้นฐานวิศวกรรม)

ส่วนในระดับของการทำงานจริง โปรดศึกษาจากเอนทรีอื่นๆ ที่กล่าวถึงการศึกษาต่อวิศวกรรมไฟฟ้า

- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ

ปรับตัวได้ไว มีชัยไปกว่าครึ่งครับ วิชาโดยมากเป็นทักษะ และคอนเซ็ปต์ ดังนั้นต้องขยันทำโจทย์ครับเอาแค่วันละนิดละหน่อย พอให้ไม่ลืม แล้วคอนเซ็ปต์มันจะฝังแน่นในตัวเรา ใกล้ๆสอบไปเก็บแนวข้อสอบอีกที แค่นี้ก็เป็นหนทางสู่ความสำเร็จได้โดยไม่ยาก

- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะ แนวทางศึกษาต่อนี้ว่า??

จริงๆแล้ว ต้องบอกสิว่า ใครอยากเป็นวิศวกรแน่แท้ ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วอยากจะปูพื้นฐานให้ตัวเอง เลือกเรียนที่นี่ไม่(น่าจะ)ผิดหวัง 

แต่ถ้าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผม...

หากไม่รังเกียจวิชาทางด้านการคำนวณ หรือทางวิทย์กายภาพ การเรียนในรูปแบบเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ถือว่าน่าสนใจ และเป็นแนวทางที่น้อยคนจะได้สัมผัสครับ (แนวทางเรียนกึ่งม.ปลาย กึ่งป.วช. บรรยากาศแบบมหาวิทยาลัย) ไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะต้องอยากเป็นวิศวกรเท่านั้น จึงจะเข้ามา แต่หากท่้านยังไม่รู้ว่าชีวิตนี้อยากจะประกอบอาชีพอะไรดี แต่ยังมีไฟในการเีรียน รับรองว่าเข้ามาต่อที่นี่ มาเจอแต่วิชาเฉพาะทาง ท่านจะรู้แน่ๆหละ ว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไร เพราะถ้าคุณชอบรู้สึกสนุกกับสิ่งที่เรียนอยู่ แน่นอนคุณน่าจะอยากเป็นวิศวกร แต่ถ้าหากรู้สึกกล้ำกลืนเหลือเกิน กว่าจะผ่านแต่ละวิชาไปได้ แล้วเริ่มโหยหาในใจว่า "ถ้ากูกลับไปเรียนวิชาxxx yyy คงจะดีกว่านี" นั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีอีกเหมือนกันว่าคุณชอบและอยากจะเป็นอะไร

หากคุณรู้ว่าคุณชอบ และอยากจะเป็นอะไร ก็เท่ากับชีวิตคุณประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง 

 

- ส่งแท็กต่อ...

ชาวเอ็กซ์ทีนคนไหนอยากจะแนะนำน้อง ม.3 ที่กำลังมองหาที่เรียนต่อ อย่างเช่นเตรียมทหาร , เตรียมอุดม , มหิดลวิทยานุสรณ์ , วิทยาลัยดุริยางคศิลป์มหิดล , พาณิชย์ , ช่างกล หรืออื่นๆ ก็รับแท็กนี้ไปทำต่อนะครับ เพื่อเป็นประโยชน์ ให้ักับผู้ที่สนใจต่อไป

 

- Special Thanks

ขอบคุณ คุณพี่ Nancy มากๆครับ สำหรับแท็กดีๆแบบนี้ ผมได้ไปอ่านในหลายๆบล็อกแล้ว พบว่าเป็นประโยชน์มากจริงๆ ขอบคุณครับ

 

เนื่องจากโลกในปัจจุบัน การติดต่อสื่อสารสามารถกระทำได้ง่ายขึ้นอย่างมากๆ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ การที่เราจะคุยกับคนที่อยู่อีกซีกโลกแบบปัจจุบันทันด่วน ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีักต่อไป

และด้วยเหตุนี้ ภาษาสากล อย่างภาษาอังกฤษ (ซึ่งก็กำหนดโดยพวกฝรั่งมังค่า) จึงกลายเป็นภาษาจำเป็น ซึ่งควรจะต้องรู้เอาไว้อย่างยิ่ง ใครจะมาบอกว่าไม่ต้องสนใจภาษาอังกฤษก็ได้ เพราะไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ อาจจะต้องลำบากและเปลี่ยนความคิดในภายหลัง ซึ่งผมเองถึงแม้จะชอบและสนใจในภาษาถิ่นฐานของตนขนาดไหน ก็ไม่อาจปฏิเสธภาษาอังกฤษได้ลง ถึงแม้จะมีกระแหนกระแหนตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า ทีภาษาไทย 44-21-4 มีกฎเกณฑ์เยอะแยะวุ่นวาย ยังศึกษาเข้าสมองได้ แต่ทำไม้ ทำไม ภาษาอังกฤษ มีแค่ a-z แต่ไม่เคยจะเข้าใจมันสักที (แต่ก็ชอบเข้าบล็อกสอนภาษาอังกฤษอยู่ร่ำๆนะ อย่างบล็อกของคุณพี่มานพ หรือ พี่ก๋องภาษาอังกฤษข้างถนน เป็นต้น)

จนในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้ว่า มีโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษผุดขึ้นราวดอกเห็ด ไม่ว่าจะสอนเพื่อไปสอบเอนทรานซ์ สอนเพื่อเอาไปใช้จริง ฝึกทักษะ สอบเอาคะแนนโทอิก โทเฟล หรือแม้กระทั่ง เอาไปใช่เพื่อประกอบวิชาชีพ และอื่นๆ ซึ่งก็มีหลายระดับ หลากราคาให้เลือกศึกษา แล้วแต่ชื่อเสียง และความนิยมในตัวสถาบัน หรืออาจารย์ผู้สอนที่อยู่ในสถาบันนั้นๆ

และเนื่องด้วยการศึกษาไทยในขณะนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่การศึกษาที่เป็นบริการของรัฐอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินทำทองให้ใครหลายคนสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างอาคารแถวพญาไทได้ (-*-) โรงเรียนธรรมดาสามัญ ไม่ว่าจะรัฐหรือเอกชน มีหรือจะปล่อยโอกาสตรงนี้ให้หลุดลอย เงินทั้งน้านนนน มีอุปสงค์เสนอ อุปทานก็ต้องตอบสนอง

จากที่แต่เดิม ผู้ปกครองคนไหน อยากจะส่งลูกไปอยู่กับภาษาอังกฤษ ให้ได้เรียนทุกสรรพวิชาเป็นภาษาอังกฤษ ก็มักจะส่งลูกพร้อมเงินก้อนใหญ่ไปต่างประเทศบ้างหละ หรือโรงเรียนนานาชาติบ้างหละ (ซึ่งบางแห่งก็เป็นนานาชาติขี้นก)

ผิดกับเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปเสียเงินเป็นแสน เป็นล้าน มีเงินแค่ครึ่งหมื่น หรือเกือบจะถึงแสน คุณก็ส่งลูกไปเรียนในลักษณะนั้นได้ ด้วยโปรแกรมการเรียนแบบพิเศษ ที่เรียกว่า English Program หรือ EP ไม่ว่าจะโรงเรียนดัง โรงเรียนเล็ก โรงเรียนใหญ่ก็แห่เปิดกันเป็นทิวแถว เหมือนช่วงที่ชาเขียวบูม อะไรๆในตอนนั้นก็ชาเขียว

และที่ดูจะธุรกิจเห็นๆก็คือ การแข่งขันระหว่างโรงเรียน ในการที่จะดึงดูดความสนใจให้ผู้ปกครอง ส่งบุตรหลานและเงินก้อนโตมายังโรงเรียน ก็คือ การประชาสัมพันธ์ ที่เห็นชัดๆก็เช่น การแจกใบปลิว แผ่นพับ ไปออกบู๊ตประชาสัมพันธ์ตามโรงเรียนระดับล่างกว่า หรือแม้กระทั่งออกบู๊ตตามห้าง ก็มีให้เห็นมาแล้ว ซึ่งข้อความหรือเรื่องที่มักจะใช้ส่วนมากก็เช่น

- เรียนกับฝรั่งแม่งทุกวิชา เว้นภาษาไทย พระพุทธ (ซึ่งถ้าสอนได้ ก็คงจะสอนไปด้วยหละ)
- บรรยากาศดี เรียนห้องแอร์
- รับประกันว่าจะมีแต่ลูกคนมีกะตังค์มาเรียน (อันนี้มันของตาย)
- พาไปทัศนศึกษานี่โน่นนั่น มีอิงลิชแคมป์ พาไปสิงค์โปร์ มาเลเซีย (ทำไมไม่พาไปอังกฤษให้รู้แล้วรู้รอด)

หรือ ไม่ก็นู่นเลย พ่วงแถมด้วยการอาจจะพาลูกคนไปสอนมารยาทการรับประทานอาหารที่โรงแรมระดับห้า ดาว (โรงแรมที่พี่วิชัยทำอยู่รึเปล่า) ก็ว่ากันไป (อันท้ายนี่ไม่ได้ประชดนะครับ มีจริงๆ)

บางโรงเรียนก็อาจจะไม่ได้มาแนว EP แต่อาจจะมาในรูปของ MEP1 หรือไม่ก็ Gifted2 ซึ่ง หลักๆก็คือโปรแกรมพิเศษที่เข้ามาเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากหลักสูตรขั้นพื้นฐาน ปกติ (ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ศึกษา) และก็เน้นเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องหลักๆ

ซึ่ง ถ้าพูดในด้านวิชาการ ก็อยากที่บอกนั่นคือวัตถุประสงค์หลัก หรือจุดขายของทุกโรงเรียนอยู่แล้ว อันนี้วางใจได้ว่า ลูกคุณจะได้รับการอัด ยัดเยียด วิชาการเต็มขั้นแน่ๆ ซึ่งมากจนลูกของคุณเองก็อาจจะรับไม่ไหว โดยอาจารย์ผู้สอน บางโรงเรียนก็เอาอาจารย์ที่สอนในโรงเรียนนั่นแหละมาสอน วิชาไหนต้องใช้ชาวต่างชาติสอนดังคำโฆษณา ก็ต้องจ้างมาเป็นพิเศษ บางโรงเรียนก็จ้างหรือเชิญระดับหัวกะทิยกชุดมาสอนให้เฉพาะเลยก็มี (ซึ่งบางทีหัวกะทิที่ว่า ก็อาจจะสอนดีสู้อาจารย์ธรรมดา ไม่มีอะไรนำหน้าชื่อไม่ได้เหมือนกัน)

แต่สิ่งที่ผมวิตกจริตไปคนเดียว ตอนนี้ ก็คือ ผมเห็นหลายๆโรงเรียน ไม่ว่าจะเล็ก กลาง หรือใหญ่ก็ตาม กำลังให้ความสำคัญกับโปรแกรมพวกนี้มากจนเกินไป จนบางทีอาจจะลืมนึกถึงเด็กโปรแกรมธรรมดาว่ามีตัวตนอยู่ในโรงเรียน

อย่าง เช่น เวลาส่งเด็กไปแข่งขันอะไร ก็มักจะส่งพวกเด็กโปรแกรมพิเศษเหล่านี้ไปก่อนเสมอ เวลามีค่าย หรือมีกิจกรรมสัมมนาอะไร ก็จะเอาเด็กพวกนี้ไปก่อน ทั้งๆที่เด็กโปรแกรมธรรมดา อาจจะมีความสามารถมากกว่าก็ได้ แต่แค่เพียงเพราะไม่มีตังค์ให้โรงเรียนได้มากเท่าเด็กกลุ่มนั้น เลยไม่ถูกนำมาขัดเกลา หรือไม่มีโอกาสหยิบยื่นให้อย่างนั้นหรือ

และ ยิ่งไปกว่านั้น บางโรงเรียน ทั้งผู้บริหาร ครูอาจารย์บางคน ก็จะโอ๋เด็กเหล่านี้จนออกนอกหน้า แบ่งชนชั้นให้เกิดขึ้นภายในโรงเรียน ลูกของคุณอาจจะถูกล้างสมองจากบุคคลกลุ่มนี้ ที่ดูหวังดีแต่อาจจะประสงค์ร้าย ว่าเป็นเทวดา นางฟ้าจุติลงมาเกิดบ้างหละ (อันนี้ผมก็พูดเกินไปนิด) ลูกคุณเก่งและเหนือกว่าเพื่อนๆบ้างหละ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

หากตัวเด็กเป็นคนที่ติดดินเป็นทุนเดิม หรือไม่ได้สนใจไอ้เรื่องพรรค์นั้น มันก็ดีไป เพราะเขาก็คงจะไม่แคร์ต่อไป อยู่ได้ในสังคมอย่างปกติสุข

แต่หากลูกคนเป็นคนอ่อน หัวสูง ไม่เคยพบเจอกับความลำบาก หรือเรื่องกดดัน มาเจอผู้ใหญ่ให้ท้ายก็ไปกันใหญ่สิครับ อาจจะกลายเป็นคนเย่อหยิ่ง มั่นใจในตัวเองสูงมาก แบบว่าที่ผู้ว่ากทม.คนหนึ่ง (อะไรมันจะขนาดนั้น อีตาบอมเบย์ )

และ การที่ผู้ใหญ่ไปแบ่งแยกชนชั้นให้เด็กแบบนี้ มันกลายเป็นว่า เด็กโปรแกรมพิเศษ กับเด็กธรรมดา เหมือนอยู่กันคนละซีกโลก คนละระดับกัน ถ้าเด็กไม่เ้ข้าไปคุยกันเอง (ซึ่งก็มีเพียงแค่บางส่วน)

มีน้องจาก โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่านเขตทหารในกรุงเทพ เล่าให้ผมฟังแบบเชิงน้อยใจว่า ที่โรงเรียนเขาจะมี ครูคนหนึ่ง ไม่ขอเอ่ยตำแหน่ง เพราะอาจจะเข้าข่ายหมิ่นประมาท ประมาณว่า พอเด็กธรรมดามาไหว้เขา เขาจะไม่รับไหว้ แบบเชิด บางทีเห็นก็จะทำเป็นไม่เห็น แต่พอเด็ก EP มาไหว้เขา พฤติกรรมกลับตาลปัตรเลย คือนอกจากจะรับไหว้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแล้ว ยังมีคำทักทายที่แสนเสนาะหูออกมาว่า "สวัสดีค่ะลูก เป็นอย่างไงบ้างค่ะ ..." และก็ไม่ใช่ครั้งเดียวที่เป็นเช่นนั้น

ดูไปดูมา ไม่ต่างอะไร กับไอ้สิ่งที่เรียกว่า ทุนนิยมเอาเสียเลย (ถึงแม้ผมจะไม่ชอบทุนนิยม แต่ผมก็ไม่เคยชื่นชมกับไอ้ม็อบพันธมิตรที่ปักหลักอยู่ตอนนี้แต่อย่างใด)

.

.

จริงๆแล้วทุกสรรพสิ่งมันก็มีข้อดี ข้อเสียของตัวมันอยู่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณา

ด้วย ประสบการณ์อันน้อยนิดของกระผม ผมขอแนะนำว่า หากท่านจะหา EP ดีๆสักแห่ง เพื่อส่งลูกคุณไปเรียนต่อ ลองไปสำรวจหลายๆที่ครับ (ไม่ต้องโรงเรียนดังๆก็ได้ เพราะการแข่งขัน และค่าใช้จ่ายมหาศาล) และต้องอย่าเชื่อคำโฆษณาจากใบปลิวหรือการบอกต่อเด็ดขาด จนกว่าจะได้ไปพิสูจน์เอง คือ คุณเมื่อคุณไปสำรวจ คุณต้องเข้าไปให้เห็นถึงสถานที่จริง ห้องเรียนจริง ไปลองด้อมๆมองๆดูบรรยากาศการเรียน ว่าเป็นอย่างไร ถ้ายามหน้าโรงเรียนไม่ให้เข้าไม่ไว้ใจก็ใช้ไม้ตายว่าจะมาดูการเรียนการสอน ส่งลูกมาเรียน EP เชื่อเหอะครับ ใช้ไม้นี้ ร้อยละเก้าสิบ ยอมทุกราย หรือถ้ายามมันกวนตีน ก็ให้มันมาประกบเลยก็ได้ 

หลัง จากด้อมๆมองๆดูบรรยากาศการเรียนแล้ว หลังเลิกเรียนก็ลองเข้าไปคุยกับเด็ก EP ตัวเป็นๆเลย ว่าบรรยากาศการเรียนเป็นอย่างไร ดีมั้ย โอเคมั้ย ถ้าเจอผู้ปกครองของเด็กเหล่านั้นก็ลองสอบถามเพิ่มเติมดูอีกชั้น ก็ไม่เสียหลาย ก่อนจะต้องจ่ายตังค์ แล้วมานั่งเสียใจทีหลัง

จำไว้ สำหรับโครงการพวกนี้ คำพูดจากครูที่ดูแลโครงการ และผู้บริหาร มักเชื่อไม่ได้เต็มร้อย เพราะมักจะโม้แหลกน้ำลายแตกฟอง

และ ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดอีกนั่นแหละ ผมก็เห็นว่าเด็ก EP , MEP , Gifted หลายคน เรียนจากที่โรงเรียนเสร็จ ก็เห็นยังไปนั่งเ้รียนกวดต่ออีก ไม่อิ่มกันซักที (ซึ่งจริงๆมันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ แสดงว่าใฝ่รู้) จนบางทีก็สงสัยว่า ไอ้บางคนที่สอบติดมหิดล สอบติดเตรียม หรือถ้าม.ปลายก็ติดจุฬา ธรรมศาสตร์ ชิงทุนกพ. ทุนนอก ติดเพราะโครงการพิเศษที่เรียน หรือติดเพราะกวดวิชากันแน่ ซึ่งไม่ว่าจะติดด้วยวิธีไหน ถ้าติดแล้วละก็ เข้าทีโรงเรียน เก็บเป็นผลงาน เอาลูกคุณไปโปรโมตกับรุ่นใหม่ต่อๆไปแน่นอน

หลายๆคน เรียน EP มา 3ปี 6ปี ก็ยังไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารได้ หรือใ้ช้ได้ บางทีก็ไม่ต่างไปจากเด็กโปรแกรมธรรมดาด้วยซ้ำ เพราะเรื่องแบบนี้ มันไม่ใช่อยู่ที่หลักสูตร หรือสถานศึกษา หากอยู่ที่ตัวเด็กเอง และผู้ปกครอง ครอบครัวต้องร่วมด้วย ซึ่งถึงแม้ลูกคุณจะเรียนโปรแกรมธรรมดา แต่ตัวเด็กเชื่อฟัง ใส่ใจ พ่อแม่ ครอบครัวใส่ใจให้ความสำคัญกับเด็ก สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี และก็ไม่ืลืมหยอดภูมิคุ้มกันไว้เพื่อเผชิญสิ่งที่เลวร้าย บางทีอาจจะทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีกว่า และออกมาเป็นบุคคลที่ไม่ได้แค่เก่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นคนดีอีกด้วย

.

.

สุด ท้าย ถึงแม้ว่าผมจะให้ EP หรือ โครงการพิเศษอื่นๆ ดูเป็นผู้ร้ายไปสักนิด แต่ก็ขอยืนยันว่า ยังมี EP หรือโครงการพิเศษที่ดี สอนให้เด็กเก่งระดับเทพ และไม่ปลูกฝังว่า เด็กเหล่านั้นเป็นเทวดา นางฟ้า อยู่อีกมากมายหลายโรงเรียน

 

## โรงเรียนที่เปิด EP เป็นโรงเรียนแรก คือ โรงเรียนโยธินบูรณะ  ก่อนที่จะมีโรงเรียนอื่นขอเปิดตามอีกมากมาย ##

จาก # 9 โดย คุณ SRP

ผมคิดว่าแล้วแต่คนครับ ถ้าคนตั้งใจเรียนถึงจะไม่ EP ก็เก่งภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าไม่ตั้งใจเรียนต่อให้อยู่ EP มันก็คงจะไม่ได้ประโยชน์ซักเท่าไหร่

ส่วนโรงเรียนโยธินบูรณะไม่ใช่โรงเรียนแรกที่เปิด EP นะครับ เมื่อกี้ลองเช็คจากเว็บ โรงเรียนโยธินบูรณะเริ่มปี 2541 แต่มีโรงเรียนสาธิตปทุมวันเริ่มปี 2540 ครับ (แต่ไม่แน่ใจว่ามีใครเปิดก่อน 2540 อีกรึเปล่า)

--------------------------------------------------------------------

ที่จริงเรื่องนี้ผมก็ไม่ทราบนะครับ ว่าโรงเรียนไหนเป็นโรงเรียนแรก เลยลอง Search หาดู ไปเจอในวิกิพีเดีย เลยอ้างอิงตามในนั้นครับ แต่ถ้าใครมีข้อมูลสดใหม่กว่า ก็มาแย้งได้นะครับ ผมจะได้ทราบไปด้วย

 

ความเห็นเพิ่มเติม (ตัดทอนมาแสดงบางส่วน) จาก # 42 โดย คุณ So Gallagher

ป.ล. เท่าที่จำได้ โยธินไม่ใช่ รร แรก ที่มีอีพีนะครับ เพราะตอนสอบเข้าไป ก็ยังไม่คนพูดว่า รร นี้ตามแบบ รร อีก รร นึง????

 

-----------------------------------

1 MEP คือ โปรแกรมการเรียนแบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษผสมผสานกันไป แล้วแต่ความเหมาะสมของรายวิชา หรือรายละเอียดหลักสูตรอื่นๆที่ทางโรงเรียนกำหนด และได้การรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ

2 Gifted คือ โปรแกรมการเรียนเพื่อส่งเสริมผู้ที่มีพรสวรรค์หรือทักษะที่ดีเยี่ยมทางด้าน วิชาการ ให้มีโอกาสได้ต่อยอดทางการเรียนรู้มากกว่าหลักสูตรสามัญปกติ โดยในโปรแกรมนี้จะมีการคัดนักเรียนในระดับหัวกะทิเข้ามาเรียนเท่านั้น โดยมากมักจะมีสองรูปแบบคือ เน้นเก่ง (จ่ายเงินแพงกว่าปกตินิดหน่อย และมีการสอบคัดเลือกแบบเข้มข้น) และเน้นเงิน (จ่ายแพงกว่าปกติมาก และมีการสอบคัดลอกพอไม่ให้ดูน่าเกลียด ว่ามันง่ายเกินไป ซึ่งทางโรงเรียนก็จะไม่ได้แจ้งให้ผู้ปกครองทราบหรอก ว่าที่สอบนะ สอบเล่นๆเท่านั้นแหละ)