Social

ความคิดแบบเด็กๆ

posted on 27 Aug 2008 22:10 by bombaydrive  in Social

อ่านก่อน ก่อนอ่าน
อย่าไปถือสาอะไรกับเอนทรีนี้เลย เพราะมันเป็นความคิดแบบเด็กๆ

.

.

.

 

(1)
เช้าวันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2551 สำหรับใครอาจจะเป็นวันที่ไม่ปกติ แต่สำหรับผมมันยังคงเป็นวันปกติ เพราะผมก็ยังคงตื่นนอน ทำกิจวัตร แต่ชุดรด.ออกไปเรียนตามปกติ

แต่พอออกจากบ้านฟังวิทยุ เริ่มรู้สึกไม่ปกติ แต่นั่นมันแค่รู้สึก

หกโมงครึ่งมาถึงที่นัดหมายกับเพื่อนๆ ก็เริ่มปฏิบัติการโบกแท็กซี่เพื่อให้ไปส่งที่ศูนย์รด. ตรงสี่แยกสุทธิสาร
แต่สี่คันแรกที่โบกได้ ต่างปฏิเสธที่จะไปส่ง

สุดท้ายกลุ่มผมจึงลงเอยกับคันที่ 5 ที่มีคนขับเป็นลุงใจดีคนหนึ่ง นอกจากแกจะใจดีเอารถแกไปเสี่ยงบนถนนที่สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ เพื่อไปส่งพวกผมให้ถึงที่หมายแล้ว ระหว่างทางแกเห็นพวกผมหลับ แกก็แกะเอาโกปิโก้ให้พวกผม แถมยังพูดติดตลกว่า ถ้าไม่กินก็นอนต่อไปก็ได้ ท่าทางจะได้หลับอีกยาว

เจ็ดโมงครึ่งใกล้ถึงสี่แยกสุทธิสาร รถติดแบบมหาบรรลัย ไม่ว่าจะขึ้นสะพานลอยข้ามแยก หรือไปตามทางปกติ ก็ไม่ต่างกัน พวกผมจึงตัดสินใจของลงกลางทางแล้วเดินเข้าศูนย์ซึ่งน่าจะรวดเร็วที่สุด

ลุงแกก็ใจดี แถมยังบอกว่า ถ้ารีบก็ลงไปเถอะ เดี๋ยวโดนครูฝึกแดกเอา
แต่ที่ใจดีที่สุดคือ มิเตอร์ 115 บาท แต่ก็คิดพวกผมแค่ร้อยเดียว แกบอกว่าแกเสียใจที่ไปส่งผมถึงหน้าศูนย์ไม่ได้

ไม่ปกติจริงๆด้วย


.

.

.

 

(2)
ในเช้าวันเดียวกัน ณ ศูนย์ฝึกรด.แห่งหนึ่ง บนถนนวิภาวดีรังสิต (ก็มีแห่งเดียวนินา)
เช้าที่ถึงแม้สถานการณ์ข้างๆศูนย์จะดูตึงเครียดแค่ไหน รถจะติดตั้งแต่หน้า NBT ไปถึงลาดพร้าวดอนเมืองเพียงไร
แต่ภายในศูนย์นั้น กลับมีแต่สิ่งดีๆเกิดขึ้นมากมาย เช่น

เงียบสงบกว่าปกติ เพราะนศท.มาสาย แถมมาสายก็ไม่ต้องถูกลงโทษอีกต่างหาก
เรียนสนุกกว่าปกติ เพราะเราเปลี่ยนจากการเรียนวิชาทางทหาร มาเรียนวิชาการเมืองแทน
ตื่นตัวกว่าปกติ เพราะนศท.หลายคนอยากให้ม็อบมันเข้ามาบุกในศูนย์ฝึกรด.บ้าง เพราะจะได้เลิกเรียนไวๆ เพื่อนผมถึงกับปรารภว่า พวกนี้มันเก่งแต่กับยามกับสื่อ แต่กับทหารมันไม่กล้าหรอก

แต่ถึงแม้ม็อบจะไม่บุกเข้ามาในศูนย์ก็ตาม แต่สุดท้ายก็ได้กลับบ้านไวกว่าปกติตามคาด
น้อยนักที่จะมีโอกาสดีๆเช่นนี้

เหล่าครูฝึกก็ลั้ลลาไม่แพ้กัน เพราะอย่างน้อยเรื่องนี้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจเขาหละ

ก็ว่ากันไป...

.

.

.

 

(3)
หลังจากอากิตติ หนีจากโมเดิร์นไนน์มาอยู่ช่อง 3 มาทำรายการข่าว 3 มิติ ผมก็รู้สึกว่าไม่เห็นมันจะ 3 มิติตรงไหน ก็เหมือนสรุปข่าวแบบฮอตนิวส์ที่แกเคยทำที่ไอทีวีเดิม

แต่เมื่อวานนี้ที่แกถูกม็อบพันธมิตรชกเข้าหน้าและหลังคออย่างไม่ได้ตั้งตัว ระหว่างมาสังเกตการณ์แถว NBT เพื่อเอาไปทำข่าว

ผมว่านี่แหละที่อากิตติแกกำลังจะสื่อว่า ข่าว 3 มิติ มันเป็นอย่างไร


.

.

.

 

(4)
ขอหยิบจากสวนบอร์ดมาหน่อยนะครับ ข้อความที่จะได้อ่านต่อไปนี้ ถือเป็นความจากฝ่ายเดียว อ่านเต็มๆต่อได้ที่  http://www.suanboard.net/view.php?p=view&kid=51561

ตอนนี้ผมอายุไม่ถึง18ครับ
เลยไม่รู้ความคิดตัวเองถูกรึเปล่า
จึงขอให้ทุกคนช่วยให้ความเห็นในเรื่องนี้ด้วยนะครับ
ขอเล่าย่อๆนะครับ

------------------------------------------------------------------------------

ผมเลยสงสัยว่า ผมควรเคารพบุคคลผู้นี้ขนาดไหน

คือผมมีปัญหากับอาจารย์ท่านหนึ่งในโรงเรียน
ในเรื่อง การเมือง บุคคลท่านั้นมักพยายามโยงทุกเรื่องที่เรียนเข้าสู่เนื้อหาทางการเมือง ทั้งยังมีการโจมตีบุคคลฝ่ายที่ตนเกลียดอยู่บ่อยมาก

สร้างความไม่สบายใจให้กับผม เพราะท่านทำเป็นกิจวัตรเกือบทุกคาบ คงจะมีแต่คาบที่ท่านผู้นั้นไม่มาครับ

และวันหนึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา เขานำเรื่อง การเมืองมาพูดอีกทั้งยังด่าบุคคลที่เขาชิงชังเสียด้วย เพื่อนขอผมแย้งในกรณีที่กล่าวถึง แต่ท่าทางอ.มิเป็นมิตรเสียเลย

ผมจึงยกมือขออนุญาติพูด ซึ่งอ.ก็ให้ แล้วผมก็พูดไปว่า"อ.ครับ น.ร.ในห้องนี้มีทั้งคนชอบ และไม่ชอบพันธมิตร ทั้งรักทั้งเกลียดทักษิณ(บุคคลที่ชอบนำมาพูดบ่อยๆ) ตัวผมเองก็ไม่ชอบพันธมิตรสักเท่าไร ผมสังเกตอาจารย์ชอบนำเรื่องการเมืองมาพูดในห้อง ทำให้เสียบรรยากาศการเรียน ผมจึงอยากจะขอให้อ.พูดเรื่องการเมืองให้น้อยลงหน่อยได้มั้ยครับ เพื่อความสบายใจของคนทั้งห้องครับ"

แล้วอาจารย์ก็ขึ้นครับ

มีช่วงหนึ่งอาจารย์พูดว่า"เธอกล้าดีมากนัก ที่มาสั่งให้อาจารย์หยุดพูด"
ผมจะแย้ง แต่เขากลับไม่รับฟัง

แล้วก็ถกเถียงกับไปมา แต่อาจารย์เป็นฝ่ายขึ้นเสียงก่อนครับ รู้สึกผมกระแทกเสียงไปเพียงหนึ่งครั้งเพราะสุดจะทนครับ แต่ผมก็เป็นฝ่ายหยุดก่อนเพราะมันผิดประเด็นตั้งแต่แรกที่ต้องการขอความกรุณา มิใช่การทะเลาะกับอาจารย์และผมก็ยังให้ความเคารพเขาอยุ่ มิเช่นนั้นแล้วผมคงไม่หยุด แต่อ.ก็ยังต่อผมจึงหยุดไม่อยู่และจะไม่จบง่าย
และอยู่ดีๆ อ.เขาก็หยุด ไปดื้อๆ พร้อมทั้งตำหนิติเตียนผมด้วยคำที่ว่า"อ.สอนหนังสือมา ** ปี อายุ ** ปี อ.รู้ดีนะว่าไรควรไม่ควร"
แล้วก็พูดซ้ำ"เธอกล้าดีมากนัก ที่มาสั่งให้อาจารย์หยุดพูด"อีกครั้ง(ใช้คำพูดที่ใกล้เคียงกัน)
ผมก็จะแย้งแสดงความบริสุทธิ์ และเขาก็ไม่รับฟัง

และเราก็หยุดทะเลาะกัน และอ.ก็บอกว่าเรื่องนี้ให้จบภายในห้องนี้แล้วสั่งผมมิให้ไปบอกพ่อแม่

เขาก็พูดฝ่ายเดียวผมก็หยุดไป แต่เขายังมีตำหนิเหน็บแนมว่าต่อไปผมจะอยู่รอดในสังคมไม่ได้ เพราะไม่เปิดใจ

ในใจผมก็คิดไปว่า ผมทนฟังมา14-15สัปดาห์ แต่เขาฟังผมพูดไม่ถึง20นาทีเขาเลยพูดกับผม ใครกันแน่ที่ไม่เปิดใจ

ก่อนออกจากห้องยังเหน็บแนมอีกรอบว่า
อ.เวลานั่งเเท็กซี่ แท้กซี่เปิดคลื่นวิทยุรัฐบาลฟัง อ.อยากจะถีบคนขับ แต่ก็ไม่ทำ


พอวันรุ่งขึ้น เขาไปเล่าเรื่องนี้ให้ห้องอื่นฟัง ซ้ำยังบิดเบือนความจริงว่าผมไปสั่งเขาให้เขาหยุดกับห้องห้องหนึ่ง ส่วนห้องที่สองมีการแต่งเติมไปอีกว่าผมล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วชี้หน้าเขา พร้อมประกอบท่าทางให้ดู

พอผมทราบ ผมงงมากครับ เป็นคนพูดเองว่าให้จบ ณ ที่เกิดเรื่อง แต่มีการนำเรื่องไปเล่าต่อ ทั้งยังบิดเบือนความจริง อันสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ผม ถึงแม้ไม่มีการเอ่ยนามก็ตาม

ผมเลยสงสัยว่า ผมควรเคารพบุคคลผู้นี้ขนาดไหน เขาดึงดัน เขาใจแคบเขากลัวเสียหน้ากับเด็ก เขาสร้างอคติในใจ ทั้งๆที่ผมต้องการแค่ อยากจะให้เขาช่วยลดการพูดเรื่องนี้ลงเท่านั้น

ตอนนี้ก็ยังเคารพเขาอยู่นะครับ แต่มันเหือดหายไปเรื่อยจนแถบไม่มีเหลือแล้วครับ

-----------------------------------------------------------------

ป.ล.ที่ใช้สรรพนามแทนว่าเขาเพราะมันชินมือนะครับ
ป.ล.2 ถ้าอ.ผู้นั้นผ่านมาเห็น ขอให้ลบอคติออก แล้วลองนึกดีนะครับ ว่าผมทำตามอย่างที่อาจารย์คิดเหลือเปล่า เหมือนอ.เข้าใจผมผิดเองนะครับ
ป.ล.3 ที่ผมมาเล่าเพื่อความสบายใจของตนนะครับ แล้วผมถือว่าอ.ท่านผิดคำมั่นที่ได้ให้ไว้ก่อน ผมก็ถือว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีขึ้นนะครับ


ป.ล.4 ถ้าผมเห็นอาจารย์เป็นคนขับรถแท็กซี่ ผมคงไม่กล้าพูดออกไปหรอกครับ แต่เพราะผมยังเห็นอาจารย์เป็นอาจารย์นะสิ

ความคิดแบบเด็กๆทั้งนั้น

.

.

.

 

(5)
สมคุก : เฮ้ย ไอ้ราง มึงเห็นหมายจับสองผัวเมีย หรือยังวะ
สมตะราง : เห็นแล้ว ที่มักคะวานนะเว้ย ขยายใหญ่เต็มเวทีเลย เค้าบอกว่าเป็นหมายจับโจรปล้นชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก กูละเบื่อจริงๆ
สมคุก : ก็สมควรแล้วนิ พันธมิตรได้ใจจริงๆ ความยุติธรรมที่พวกกูเรียกร้อง มันได้บังเกิดขึ้นเสียที
สมตะราง : แน่ใจเหรอว่ายุติธรรม
สมคุก : ก็แน่ดิ คนชั่วช้าสามานย์ปล้นชาติ สุดท้ายก็ต้องโดนหมายจับ ไม่มีแผ่่นดินจะอยู่แบบนี้นี่แหละ
สมตะราง : งั้นกูจะคอยดู ถ้าศาลออกหมายจับ 5 พันธมิตรเมื่อไหร่ อย่าลืมทำหมายจับใหญ่ๆมาติดหลังเวทีด้วยนะ ติดเรียงกันเลย เอาให้เห็นหน้าลูกพี่มึงชัดๆ จะได้แฟร์ๆ

ทีใครทีมัน ประเทศฉันเจ็บปวด

.


.

.

 

(6)
บนเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งที่กำลังพาเหล่าผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ไปปฎิบัติภารกิจบางอย่าง ระหว่างนั้นพี่มาร์กก็นึกสนุก ตั้งหัวข้อสนทนาเล่นๆกับท่านผู้ใหญ่อีก 3 คนบนเครื่อง
พี่มาร์ก : ถ้าสมมติมีเงินอยู่พันบาทอยู่บนฮอเนี่ย พวกท่านจะทำอย่างไร ให้ประชาชนมีความสุขที่สุด ถ้าเป็นผมนะ ผมก็คงจะเอาเงินพันนี่หละ ปล่อยลงจากฮอเลย ใครได้ไปคงดีใจแฮปปี้มากๆ
ท่านหมัก : ถ้าเป็นผมนะ ผมจะเอาแบงก์พันไปแตกเป็นแบงค์ร้อย มีสิบใบ ก็สุขได้สิบคน ร้อยหนึ่งก็เหลือแหล่แล้ว
ทักกี้ : ถ้าเป็นผม ผมไม่ให้เป็นเงินหรอก ผมจะเอาไปซื้อหวยบนดินโปรยแจกดีกว่า เรื่องการพนันนี่ไม่ต้องให้ถูกรางวัลหรอก ชาวบ้านเค้าก็ดี๊ด๊าแล้ว
กะทิ : เป็นผมไม่ต้องเอาเงิน เอาหวยโปรยหรอก แค่โปรยใบปลิวให้ชาวบ้านรวมตัวไปกินอาหารฟรีและก็ให้ดูเอเอสทีวีระหว่างทาน อิ่มทั้งท้องทั้งสมอง ดีกว่าให้เงินเป็นไหนๆ

ระหว่างที่ทั้งสี่กำลังสนทนา พลขับฮอ ก็นึกหมั่นไส้
พลขับ : โอ๊ยถ้าเป็นผมนะ ไม่ต้องใช้เงินสักบาทหรอก ง่ายนิดเดียว ก็แค่ผมออกแรงถีบพวกท่านทั้งสี่ลงจากฮอ แค่นี้ชาวบ้านเค้าก็มีความสุขแล้ว

แต่ท้ายที่สุด ก็รู้สึกว่าจะตายหมู่นะขอรับ

อ่านจบบรรทัดนี้่แล้ว กระผมขอเผ่นก่อนนะ ตัวใครตัวมัน...

เฮ้อ ส่ายเน็งๆ

posted on 01 Jul 2008 20:39 by bombaydrive  in Social

วันนี้ไปเรียนรด. มา ตอนเช้าก็มีความสุขดีอยู่หรอก แต่พอเลิกรด.ไม่ถึงห้านาืที ยังไม่ทันจะได้โบกแท็กซี่กลับ ฝนก็ไม่คอยท่า ตกลงมา เปลี่ยนรด.ผู้มีเกียรติ กลายเป็นไอ้ลูกหมาตกน้ำไปในบัดดล กลับมาแทบไม่อยากเรียนต่อ (เรียนเคมีซะด้วย อยากจะร้องไห้ ) พึ่งจะรู้วันนี้ว่า ไอ้รองเท้าที่ใส่เนี่ย มันกันน้ำออก ได้ดีกว่ากันน้ำเข้า จะเป็นฮ่องกงฟุตก็คราวนี้หละ

แล้วฟ้าฝนมันยังไม่จุใจ พอตอนระหว่างเรียนฝนหยุด แต่พอจะกลับบ้าน ก็นั่งรถเมล์ไปถึงหน้าปากซอยเรียบร้อยละ พอนั่งมอเตอร์ไซค์จะเข้าบ้าน ฝนเจ้ากรรม ดันเทกระหน่ำ ลมพัดแรง ท้องฟ้ามืดครึ้ม จากกระเป๋าที่ชื้นอยู่แล้ว คราวนี้ชุ่มโชก ของข้างใน หนังสือตูข้า หมดสภาพเหมือนเจ้าของไม่มีผิด

เซ็ง และ หน่าย ส่าย และ เน็ง

.

.

เพื่อให้หายส่ายเน็ง ขอเล่านิทานไม่ปรัมปราซักเรื่องแก้เซ็งดีกว่า

กาลครั้งหนึ่งไม่นานเท่าไหร่ในซอยๆหนึ่ง นายเอสเป็นเจ้าของบ้านหลังหนึ่ง อยู่กลางซอย และทุกๆคืน ก็มักจะมีขโมยแวะมาหาอยู่บ่อยๆ นายเอสก็ไปแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจไม่ทำอะไรเลย นายเอสก็โมโหตำรวจ หาว่าตำรวจอยู่ข้างโจร เลยแก้ปัญหาด้วยการ ปิดซอยมันแม่งเลย หายาม มาตรวจรักษาเข้ม ทุกคนที่เข้าออก ใครจะเข้าซอยก็ไปรื้อค้นข้าวของในกระเป๋าเขา และบางช่วงก็ห้ามเข้า พอพวกยามที่มาทำหน้าที่ อยากเข้าห้องน้ำ ก็ให้ปล่อยแถวๆนั้น นอนกันตั้งเต๊นท์ปักหลักอยู่ที่นั่นเลย คนอื่นๆที่อยู่ในซอยนั้นก็ออกมาโวย นายเอสก็สวนกลับ อ้างเรื่องความปลอดภัยของบ้านตน และขอให้เพื่อนบ้านคนอื่นๆเห็นใจ และอย่ามาขวาง

คุณคิดว่าแบบนี้ นายเอส ทำถูกหรือไม่

--- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- --- 

เมื่อบางคนใน‘โรงเรียนของพระราชา’หยุดยั้งการชุมนุมของประชาชน ที่ยืนหยัดพิทักษ์ปกป้องราชบัลลังก์!
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000077165

ช่างเป็น Irony of life กระไรเช่นนี้ที่ครูและนักเรียนของโรงเรียน “ราชวินิต” มัธยมจำนวนหนึ่งใช้สิทธิทางศาลเพื่อหยุดยั้งการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถ้าเป็นโรงเรียนอื่นผมคงไม่เห็นเป็นเรื่องผิดแปลกอะไรจนต้องขอแหกคิวเขียนถึงในวันนี้ แต่นี่ช่างบังเอิญอย่างร้ายกาจที่เป็น “ราชวินิต” ผมทนปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่บอกเล่าความเป็นมาคงไม่ได้
      
วินิต : ก. ฝึกหัดหรืออบรม, ทำให้ละพยศหรือละทิฐิมานะ, ปกครอง. (ป., ส. วินีต).
      
ราช, ราช-- : น. พระเจ้าแผ่นดิน, .... ฯลฯ
      
(พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน)
      
แปลไทยเป็นไทยอย่างเอาความ “ราชวินิต” ก็อาจแปลได้ว่า สถานอบรมสั่งสอนของพระเจ้าแผ่นดิน หรือโรงเรียนของพระเจ้าแผ่นดิน หรือนัยหนึ่งโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์
      
ชื่อนี้ไม่ใช่ตั้งกันเองโก้ ๆ หากแต่มีความเป็นมา
      
“ราชวินิต” น่าจะเป็นนามพระราชทานตั้งแต่ประมาณปี 2506 !
      
แม้จะเป็นโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้มีลักษณะพิเศษอย่างวชิราวุธวิทยาลัยหรือ ภปร.ราชวิทยาลัย แต่ก็เป็นโรงเรียนที่มาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ต้องการให้กันที่นั่งจำนวนหนึ่งในโรงเรียนนี้ไว้ให้บุตรหลานข้าราชการสำนักพระราชวัง
      
โรงเรียนราชวินิตเปิดทำการสอนครั้งแรกในระดับชั้นประถมศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2509 โดยอาศัยใช้สถานที่ของโรงเรียนพญาไท ถนนศรีอยุธยา ขณะรอการก่อสร้างอาคารถาวรบนที่ดินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บริเวณสวนเพาะปลูกของวังสวนกุหลาบ ถนนอู่ทองนอก ตรงที่วันนี้เป็นโรงเรียนราชวินิตประถม
      
ที่ดินบริเวณสวนเพาะปลูกดังกล่าว พื้นที่ใกล้เคียงกันส่วนหนึ่งพระราชทานแก่ข้าราชการสำนักพระราชวังที่ประสบปัญหาที่อยู่อาศัย โดยจัดสรรให้คนละ 60 – 62 ตารางวา ขณะนี้ก็ยังคงดำรงอยู่
      
บุตรหลานข้าราชการสำนักพระราชวังยังคงได้รับสิทธิพิเศษให้เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนได้จนถึงทุกวันนี้
      
โรงเรียนราชวินิตย้ายมายังสวนเพาะปลูกวังสวนกุหลาบเมื่อปีการศึกษา 2510 !
      
นักเรียนรุ่นต่อ ๆ มามีความภูมิใจในโรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษ และมีความใกล้ชิดพระบรมวงศานุวงศ์ที่จะเสด็จฯ มาร่วมงานประจำปีแทบทุกปี โดยส่วนใหญ่จะจัดที่สโมสรทหารบก สี่เสาเทเวศร์
      
ผู้อำนวยการของโรงเรียนคนแรกที่อยู่ยาวนานถึงประมาณ 20 ปีนอกจากจะเป็นข้าราชการสตรีสังกัดกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังเป็นผู้ที่ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท แม้วันนี้จะชราภาพแล้ว ก็ยังรับใช้ถวายงานอยู่ในมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมที่มีท่านขวัญแก้ว วัชโรทัยเป็นประธาน ท่านผู้นี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลจุลจอมเกล้าให้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล เมื่อ 2 เดือนก่อนผมยังไปกราบท่านที่บ้านแถวถนนงามวงศ์วาน ท่านยังแสดงความห่วงใยในบ้านเมืองและราชบัลลังก์
      
น่าเสียดายจริง ๆ ที่วันนี้ “ราชวินิต” ไม่มี “คุณหญิงพวงรัตน์ วิเวกานนท์” เป็นผู้อำนวยการ !
      
คุณหญิงท่านเป็นต้นแบบของนักการศึกษาที่ไม่เคยทิ้งปัจจัยความเป็นไปของสถานการณ์บ้านเมือง ไม่เคยเห็นว่าหน้าที่ของนักเรียนและครูมีเพียงเรียนหนังสือและสอนหนังสือตามตำรา หากแต่เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองและสภาพแวดล้อมรอบตัวเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนที่มนุษย์จะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต และครูเองก็ต้องเป็นนักเรียนไปพร้อมกันด้วย
      
ที่สำคัญที่สุด มนุษย์จะต้องมีราก และไม่ลืมรากของตัวเอง !
      
ผมไม่แน่ใจว่าครูโรงเรียนราชวินิตมัธยมสามสี่คนกับนักเรียนจำนวนหนึ่งที่มาฟ้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นมีความเข้าใจในประวัติศาสตร์และความเป็นมาของ “ราชวินิต” แค่ไหนอย่างไรหรือไม่ ?
      
ไม่แน่ใจว่าท่านทั้งหลายมีทัศนคติอย่างไรต่อ “การเรียน” และ “การสอน” ?
      
รวมทั้งไม่แน่ใจว่าท่านติดตามสถานการณ์บ้านเมืองมากน้อยแค่ไหน หรือคิดจะเสาะแสวงหาความจริงเกี่ยวกับการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบ้างหรือไม่ ?
      
แต่อนุมานเอาว่า “ไม่” !
      
เพราะถ้าครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยมเหล่านี้มี “ความเป็นครู” และ “ความเป็นนักเรียน” ได้เพียงแค่หนึ่งในสิบของท่านผู้อำนวยการคนแรก – คุณหญิงพวงรัตน์ วิเวกานนท์ – พวกท่านก็ควรจะรู้ทั้ง “ราก” และรากฐานของความเป็น “ราชวินิต” และรู้ว่าการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีจุดกำเนิดมาตั้งแต่ปลายปี 2548 นั้นเริ่มต้นมาจากประเด็นพิทักษ์ปกป้องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามนิติราชประเพณีและตามรัฐธรรมนูญ พัฒนามาเป็นการพิทักษ์ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่กำลังถูกท้าทายและรุกคืบจากระบอบประชาธิปไตยของปวงมหาประชาชนที่มีกลุ่มทุนสามานย์ยืนเป็นแบ็กอัป
      
ถึงครูและนักเรียนราชวินิตมัธยมไม่กี่คนนี้จะไม่แน่ใจในข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ ก็ควรที่จะเดินมาแสวงหาข้อเท็จจริงด้วยตนเอง หารือกันฉันมิตร เหมือนกับที่ผู้ใหญ่ของโรงเรียนมัธยมวัดมกุฎกษัตริย์เคยปฏิบัติกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
      
ไม่ใช่ติดอยู่กับกรอบ “รถติด”, “หนวกหู”, “สกปรก” และ “ไม่มีสมาธิในการเรียนการสอนตามตำรา” จนละเลย “ราก” ของความเป็น “ราชวินิต” !
      
แล้วแปรสภาพตัวเอง – ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ – ไปเป็นเครื่องมือทางยุทธวิธีตื้น ๆ ของกลุ่มทุนสามานย์
      
ในฐานะศิษย์เก่ารุ่นแรกของ “โรงเรียนของพระราชา” นาม “ราชวินิต” แห่งนี้ และในฐานะลูกชายคนเดียวของข้าราชการสำนักพระราชวังคนหนึ่งที่ยังคงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานที่บริเวณสวนเพาะปลูก วังสวนกุหลาบ ให้เป็นที่ปลูกสร้างบ้านเรือนตั้งแต่ปี 2506 และได้ใช้สิทธิเรียนในโรงเรียนของพระองค์อยู่ 1 ปีเมื่อปีการศึกษา 2510 เขียนเรื่องนี้ไปด้วยน้ำตาคลอ
      
เกิดความรู้สึกเกือบอยากจะบอกแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่าเลิกเถอะครับ พี่น้องประชาชนเหนื่อยมามากแล้ว เมื่อคนมีหน้าที่และคนมีรากทั้งหลายเขาไม่ใส่ใจ ไม่ใยดี กระทั่งมาริเริ่มทำลายเสียเอง เราเดินมาสุดทางแล้ว เราทำหน้าที่ของประชาชนอย่างดีที่สุดแล้ว เราใช้หนี้แผ่นดินหมดแล้ว เราทำบุญหมดตัวแล้ว
      
ชาวราชวินิตหลายคนบอกว่าครูสามสี่คนและนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ว่ามานี้ไม่ได้ทำในนาม “ราชวินิต” โดยองค์รวม ก็...เข้าใจ แต่อยากจะถามกลับว่า....จะแสดงออกกันเพียงแค่นี้หรือ ?
      
ถ้าทำได้แค่นี้ ปล่อยให้คนไม่กี่คนมาใช้ชื่อ “โรงเรียนของพระราชา” มาหยุดยั้งการกระทำของพี่น้องประชาชนที่จงรักภักดียืนหยัดพิทักษ์ปกป้องราชบัลลังก์และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วหากการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีอันต้องสะดุดหยุดลงและไม่กลับมาอีก....
      
ประวัติศาสตร์หน้านี้จะบันทึก “ความเป็นราชวินิต” ไว้อย่างไร ???

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
>http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000077371

--- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- ---  --- --- --- --- --- 

ผมอ่านข่าวรู้สึกว่า พันธมิตรทำไม่ถูกต้องนะครับ

คือใช่ครับ คุณชุมนุมโดยสันติ (?) คุณมีสิทธิในการชุมนุม บางคนที่เป็นกลุ่มผู้ชุมนุม ก็อาจจะบอกว่า นี่เป็นภารกิจที่ยิื่่งใหญ่ ทำเพื่อชาติ รักกษัตริย์กันยิ่งชีพ ใครไม่ชุมนุมแล้วสะเออะมาวิจารณ์ จะกลายเป็นพวกไม่รักชาติ ต่างๆนานา ก็ว่ากันไปครับ นั่นเป็นสิทธิของคุณ

แต่มาทำอย่างนี้ แสดงว่าพื้นที่ตรงนั้น คงจะเป็นประเทศพันธมิตรไปเสียแล้ว ที่ต้องรัีกษาอธิปไตย ตรวจคนผ่านเมือง (รึเปล่า!?!)

 

สำหรับผม เซ็ง!

.

.

.

 

 

นิทานปรัมปรา = นิทานที่เล่าสืบต่อกันมานาน (มึกขึ้นต้นด้วย กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว )
เซ็ง = จืดชืด , หมดความตื่นเต้น
หน่าย = เบื่อ , จืดจาง , คลายจากความรัก