Social

เรื่องของไทยคำ อังกฤษคำ...

posted on 16 Jun 2007 10:51 by bombaydrive  in Social

ปีนี้ เป็นปีที่มีการรณรงค์ในเรื่องของการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง ซึ่งอันที่จริงผมว่า มันก็ควรจะรณรงค์มาตั้งนานแล้ว และควรจะทำอย่างต่อเนื่องซะด้วย เพราะภาษาไทย มีเพียงแต่ประเทศไทยเราเท่านั้นที่ใช้เป็นภาษาราชการ และ ถือเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นชาติไทยได้ดีมากๆอีกหนึ่งชิ้น ถือเป็นสิ่งที่ต้องอนุรักษ์และสืบทอดกันไปรุ่นต่อรุ่น ตราบใดที่ไทยยังเป็นไทอยู่

แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่า ภาษาไทยเรา ไม่ใช่ ภาษาละติน หรือ ภาษาบาลี ที่ตายไปแล้ว หากแต่ภาษาไทย ยังคงวนอยู่ในวัฏจักร ของการ เกิด แก่ และเจ็บ ดังนั้นตราบใดที่ภาษาไทย ยังมีการใช้อยู่ ก็ย่อมจะมีพัฒนาการ ทั้งในเรื่องที่ดี และเรื่องที่เพี้ยนๆเกิดขึ้นได้เสมอ ตามสภาพสังคมและค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เรื่องหนึ่งที่ผมยอมรับไม่ค่อยได้เลย กับพฤติกรรมการใช้ภาษาของคน(ที่คิดว่าตัวเองเกรดสูงกว่าคนอื่น)บางคน ที่มักใช้ภาษาต่างประเทศปนกับภาษาไทย อย่างฟุ่มเฟือย เกินจำเป็น เช่น

"ยู(You)รู้มั้ย ว่าตอนนี้ไอ(I)เนี่ยโซแซด(So Sad)มากเลย ทำอะไรก็ไม่ซักเซส(Success)สักอย่าง เนี่ยตอนนี้ไอติงค์(Think) จนเฮดเอช(Headache)ไปหมดแล้วนะยู"

จะบ้าหรือพวกแก คำไทยใช้แทนได้ ก็มีตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่พูดไปเล่า เช่น

"คุณรู้มั้ย ตอนนี้ผมเนี่ยรู้สึกเสียใจมากเลย ทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักอย่าง ตอนนี้ผมคิด จนปวดหัวไปหมดแล้วนะคุณ"

หรือ ลองฟังตัวอย่างแบบชัดๆกันได้ จากเพลง MSN ของ เฟย์ ฟาง แก้ว โดยเฉพาะท่อนฮุค ที่ไม่ใช่ศัพท์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

จนบางทีผมก็ยังอดนึกปนหมั่นไส้ไม่หายว่า "ทำไมพวกมึงไม่โอนสัญชาติ ย้อมหัว ไปเป็นคนต่างชาติกันเลยฟระ กระแดะจริงเลยนะพวกมึง" ถึงแม้ประโยคตัวอย่างที่ยกมา อาจจะดูเกินจริงไปนิด แต่ก็ไม่ได้เกินไป จนดูเป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว ที่จะมีคนพูดโดยกระแดะออกมาแบบนี้ โดยบุคคลกลุ่มนี้ จำแนกได้เป็นประเภทใหญ่ๆ คือ

1) พูดอังกฤษจนติดปาก เพราะอยู่เมืองนอกแต่เล็ก หรือไปอยู่เมืองนอกมากกว่าเมืองไทย
บางคน ที่ครอบครัวมีฐานะ ส่งลูกไปเรียนเมืองนอกแต่ยังเล็ก อันนี้ยังพอน่าให้อภัยได้

2) เด็กไทยพลัดถิ่น ไปศึกษาต่อต่างประเทศ
พวกนี้ จะสังเกตได้ว่า ก่อนไป พูดอีพ่อ อีแม่ พอหลังไป แดดดี้ ดาร์ลิง กลับมาเป็นทิวแถว มักโชว์ภูมิ หรืออวดตน ว่ากูไปต่างประเทศมา กูพูดภาษาอังกฤษได้นะโว้ย ก็ไม่รู้ว่าความเป็นไทย มันไม่น่าภูมิใจหรือน่าโอ้อวดตรงไหน ถึงได้พยายามเอาของนอกมาอวดกันนัก

3) พูดตามกระแส
พวกนี้เลวสุดๆ ส่วนใหญ่มักเป็นเด็กไทย อยู่เมืองไทยนี่แหละ แต่แหมเห็นพวกประเภท 1
กับ 2 เขาพูดกัน แล้วดูเท่ห์ เลยยืมมาพูดบ้าง ทั้งๆที่บางครั้ง ก็ยังไม่รู้เลยว่าคำที่พูดไปนั้น มันหมายความว่าอย่างไร เฮ้อ ไม่รู้ แล้วยังจะพูดอีกนะพวกมึง เอ๊ย พวกคุณ!!!!

ที่จริงมันอาจจะมีมากกว่านี้ และบางคนที่พูดก็อาจจะไม่ได้มีเจตนาอะไรไม่ดีก็ได้ เพียงแต่มันอาจจะติดปากไปนิด แต่ถ้าคุณคิดว่ายังเป็นคนไทย ช่วยเผื่อพื้นที่ให้ภาษาไทยไปติดอยู่ในปากของคุณสักนิดเถอะครับ แล้วช่วยพูดให้ถูกต้องตามกาลเทศะ และความหมายด้วย

ยิ่งช่วงนี้ ใกล้ๆ วันสุนทรภู่ และอีกเดือนนิดๆ ก็จะเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติแล้วด้วย ช่วยกันสักนิด มาใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องกันเถอะครับ...

ปล. ถึงแม้ว่าผมจะดูเคร่งเครียดไปสักนิด กับพฤติกรรมการพูดไทยคำอังกฤษคำของคนบางกลุ่มอย่างฟุ่มเฟือย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะให้เปลี่ยนมาใช้คำไทย ทั้งหมดซะทีเดียวนะครับ เพราะก็ยังมีคำในภาษาต่างประเทศบางคำ ที่เมื่อแปลเป็นไทย หรือบัญญัติเป็นภาษาไทยแล้ว ก็ดูไม่ค่อยงามสักเท่าไร ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ก็แนะนำให้พูดทับศัพท์ไปเลยจะดีกว่านะครับ ซึ่งผมขอยกตัวอย่างคำเหล่านั้น จากนิตยสาร a day ฉบับที่ 51 มาให้อ่านกันขำๆ ทิ้งท้ายเอนทรีนี้แล้วกัน

Joystick = แท่งหรรษา (ราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติว่า ก้านควบคุม)
Software = ละมุนภัณฑ์ (ราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติว่า ส่วนชุดคำสั่ง)
Hardware = กระด้างภัณฑ์ (ราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติว่า ส่วนเครื่อง ส่วนอุปกรณ์)
Pop-up windows = บัญชรผลุบโผล่ (ราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติว่า หน้าต่างแบบผุดขึ้น)
Windows = พหุบัญชร (ราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติว่า วินโดวส์)
Computer = คณิตกร
Multitasking = พหุภาระ
Taskbar = แท่งภาระ
Standalone = ยืนเอกา
Powerpoint = จุดอิทธิฤทธิ์
Excel = ภัทร (ดี เจริญ)
Microsoft = จิ๋วระทวย
Visual Basic = ปฐมพิศ
Lotus Notes = พหุอุบลจารึก
Build-in = สรรค์ใน
Audio track = ลู่เสียง
Automonitor = โปรแกรมเฝ้าสังเกตตัวเอง
Mail-bomb = ไปรษณีย์ถล่ม

อืมม ช่างรังสรรค์บัญญัติกันเหลือเกินนะครับ... '_' "

Related Links :
http://www.daypoets.com
http://www.royin.go.th

หลังจากหายไปสัปดาห์นิดๆ วันนี้มีเวลาก็เลยรีบปลีกมาเขียนเอนทรีใหม่ใส่บล็อกซะหน่อยนะครับ ตอนแรกกะจะวิเคราะห์เอเอฟ4 ตามสไตล์เบเบ (ขออนุญาติใช้ศัพท์วัยรุ่น) แต่ต้องใส่เบรกปลดเกียร์ว่างกระทันหัน เพราะวันนี้เป็นวันที่มีความสำคัญมากกว่านั้น เลยเปลี่ยนแนวจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ ทำตัวเป็นบล็อกที่มีสาระสักนิด ด้วยเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ ขุดมาให้ได้ตระหนักกันสักนิดครับ (ไม่รู้เหมือนกันว่ามีบล็อกอื่นเขียนไปแล้วหรือเปล่า)

24 มิถุนายน 2475 :: ปฏิวัติสู่ประชาธิปไตย?
บทความจาก : คอลัมน์ ระดมสมอง หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 ธันวาคม 2549

การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ภายใต้การนำของคณะราษฎร เป็นไปเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยให้กษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และมีหลัก 6 ประการเป็นเป้าหมาย อันประกอบด้วย เอกราช, ความปลอดภัย, ความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ, ความเสมอภาค, เสรีภาพ และการศึกษา

เพื่อให้การปกครองบ้านเมืองเป็นไปตามเป้าหมายของคณะราษฎร ในเบื้องต้นจำเป็นต้องมีธรรมนูญการปกครองขึ้นใช้เป็นกติกา ปรีดี พนมยงค์ ได้เตรียมจัดทำร่างธรรมนูญฯไว้ล่วงหน้าโดยมีเอกลักษณ์สำคัญ คือ การ ดึง อำนาจอธิปไตย ซึ่งเดิมเป็นของกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ให้มาเป็นของประชาชน และยกกษัตริย์ขึ้นเป็นประมุขของประเทศ โดยไม่มี พระราชอำนาจในทางการบริหารบ้านเมืองอย่างแท้จริง หากเป็นสัญลักษณ์และศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ การกระทำของกษัตริย์ในทางการเมืองต้องมีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการเสมอ นั่นคือ ผู้ลงนามสนองฯเป็นผู้กระทำและรับผิดชอบ ส่วนการกระทำของกษัตริย์เป็นแต่เพียงในนามเท่านั้น

สามวันให้หลังจากการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรได้ทูลเกล้าฯธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย เพื่อใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศตามแนวทางประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ธรรมนูญฯดังกล่าวก็กลายเป็น ของชั่วคราว ดังที่ ปรีดี พนมยงค์ กล่าวไว้ว่า ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามฉบับ 27 มิถุนายน 2475 นั้น ผมในนามคณะราษฎรเป็น ผู้ยกร่างขึ้น เดิมไม่มีคำว่า ชั่วคราว ครั้นเมื่อผมนำไปทูลเกล้าฯถวายพระปกเกล้าฯที่วังศุโขทัย พระองค์ได้ขอให้เติมคำว่า ชั่วคราว ไว้ โดยรับสั่งว่าให้ใช้ไปพลางก่อน แล้วจึงตั้งกรรมการและให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้เป็นรัฐธรรมนูญถาวรขึ้น

เมื่อธรรมนูญฯ 27 มิถุนายน 2475 ถูกแปลงสถานะจาก ถาวร มาเป็น ชั่วคราว พระปกเกล้าฯคณะกรรมการราษฎร และคณะราษฎร ก็จัดให้มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้น ประกอบไปด้วยกรรมการ 7 คน ได้แก่ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา พระยาเทพวิทุร พระยา มานวราชเสวี พระยานิติศาสตร์ไพศาล พระยาปรีชานฤเบศร์ หลวงประดิษฐมนูธรรม และ นายพันตรีหลวงสินาดโยธารักษ์ ต่อมาพระยา มโนปกรณ์นิติธาดาขอเพิ่มกรรมการอีก 2 คน คือ พระยาศรีวิศาลวาจา และนายพลเรือโทพระยาราชวังสัน

มีข้อสังเกตว่า จากรายชื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีเพียงปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐมนูธรรม) เท่านั้นที่มาจากสายคณะราษฎร นอกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสายอนุรักษ์-เจ้านิยมทั้งสิ้น

เมื่อองค์ประกอบของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นเช่นนี้ ประกอบกับความประสงค์ของคณะราษฎรที่ต้องการ คืนดี กับสถาบันกษัตริย์ (หลังจากเคยออกประกาศคณะราษฎร 24 มิถุนายน 2475 ที่ตำหนิสถาบันกษัตริย์อย่างไม่มีชิ้นดี) จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ในท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 กลับเป็นผลผลิตของการประนีประนอมระหว่างคณะราษฎรกับฝ่ายนิยมเจ้าโดยแท้

24 มิถุนายน 2482 :: จากสยามสู่ความเป็น "ไทย"
บทความจาก : มติชน

เรียบเรียงจากเค้าความบางตอนในต้นฉบับของหนังสือ "MA VIE MOUVEMENTEE" ฯ โดยปรีดี พนมยงค์ เขียนที่ชานกรุงปารีส เมื่อ 2 เมษายน 2517 พิมพ์รวมอยู่ในหนังสือไทยหรือสยาม เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์จากรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2504 พิมพ์เป็นเล่มโดย สุพจน์ ด่านตระกูล เมื่อ พ.ศ.2528

(สาเหตุแห่งการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยนั้น สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2481 นายพันเอก หลวงพิบูลสงคราม (ยศและบรรดาศักดิ์ขณะนั้น) ได้รับแต่งตั้งจากคณะผู้สำเร็จราชการในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เป็นนายกรัฐมนตรีในบรรดารัฐมนตรีแห่งรัฐบาลนั้นมีข้าพเจ้าด้วยผู้หนึ่งซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และมีหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นรัฐมนตรีลอย (ไม่ว่าการกระทรวง)

ต่อมาประมาณอีก 4-5 เดือน หลวงวิจิตรวาทการได้เดินทางไปฮานอย เพื่อชมกิจการโบราณคดีของสำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศส เมื่อหลวงวิจิตรฯ กลับจากฮานอย ได้นำแผนที่ฉบับหนึ่งซึ่งสำนักฝรั่งเศสนั้นได้จัดทำขึ้น แสดงว่ามีคนเชื้อชาติไทยอยู่มากมายหลายแห่งในแหลมอินโดจีน ในประเทศจีนใต้ ในพม่า และในมณฑลอัสสัมของอินเดีย

ครั้นแล้วผู้ฟังวิทยุกระจายเสียงได้ยินและหลายคนยังคงจำกันได้ว่าสถานีวิทยุกรมโฆษณาการ (ต่อมาปัจจุบันคือ กรมประชาสัมพันธ์) ได้กระจายเสียงเพลงที่หลวงวิจิตรฯรำพันถึงชนเชื้อชาติไทยที่มีอยู่ในดินแดนต่างๆ และมีการโฆษณาเรื่อง "มหาอาณาจักรไทย" ที่จะรวมชนเชื้อชาติไทยในประเทศต่างๆ เข้าเป็นมหาอาณาจักรเดียวกัน ทำนองที่ฮิตเลอร์กำลังทำอยู่ในยุโรป ในการรวมชนเชื้อชาติเยอรมันในประเทศต่างๆ ให้เข้าอยู่ในมหาอาณาจักรเยอรมัน

ในการประชุมวันหนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปัญหาด่วนนอกระเบียบวาระ โดยให้หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้แถลงให้เปลี่ยนชื่อ "ประเทศสยาม" เป็น "ประเทศไทย" โดยนำสำเนาแผนที่ฉบับที่สำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศสทำไว้ ว่าด้วยแหล่งของชนเชื้อชาติไทยต่างๆ มาแสดงในที่ประชุมด้วย โดยอ้างว่า "สยาม" มาจากภาษาสันสกฤต "ศยามะ" แปลว่า "ดำ" จึงไม่ใช่ชื่อประเทศของคนเชื้อชาติไทยซึ่งเป็นคนผิวเหลืองไม่ใช่ผิวดำ และอ้างว่าคำว่า "สยาม" แผลงมาจากจีน "เซี่ยมล้อ"

ข้าพเจ้าได้คัดค้านว่าโดยที่ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่ได้ค้นคว้ากฎหมายเก่าของไทย โดยอาศัยหลักฐานเอกสารที่จารึกไว้โดยพระมหากษัตริย์แต่ปางก่อน รวมทั้ง "กฎหมายตราสามดวง" ซึ่งรัชกาลที่ 1 (พระพุทธยอดฟ้าฯ) ได้โปรดเกล้าฯให้สังคายนา (ตามที่ข้าพเจ้ากล่าวในข้อ 2) และมิใช้คำว่า "สยาม" แผลงมาจากคำจีนแต้จิ๋ว "เซี่ยมล้อ" (ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วในข้อ 1) แต่จุดประสงค์เบื้องหลังของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีส่วนหนึ่ง ต้องการเปลี่ยนชื่อประเทศว่าประเทศไทยเพื่อรวมชนชาติไทยในดินแดนต่างๆ เข้าอยู่ในมหาอาณาจักรไทย ดังนั้น รัฐมนตรีส่วนมากจึงตกลงตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็น "ประเทศไทย" ข้าพเจ้าเป็นฝ่ายข้างน้อยในคณะรัฐมนตรี

ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ลงมติเห็นชอบในการเปลี่ยนชื่อประเทศ ซึ่งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ลงนามให้ตราเป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2482

(เมื่อได้ตรารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยแล้ว ก็เกิดปัญหาว่าในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องเขียนชื่อประเทศไทยนั้นจะใช้คำอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างไร

ผู้ที่ได้รับคำยกย่องว่ามีความรู้ในภาษาต่างประเทศ รวมทั้งหลวงวิจิตรวาทการ ได้เสนอให้เรียกประเทศไทยเป็นภาษาอังกฤษว่า "THAILAND" และภาษาฝรั่งเศสว่า "THA?LAND" และพลเมืองของประเทศนี้เรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า "THA?LANAIS" ซึ่งฝรั่งพากันงง

ข้าพเจ้าได้เสนอว่าควรให้เรียกชื่อประเทศไทยเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสว่า "SIAM" ตามที่คนทั่วโลกได้รู้จักชื่อประเทศของเราในนามนั้นอยู่แล้ว ทั้งนี้ก็มีตัวอย่างอยู่เช่นประเทศเยอรมันซึ่งเรียกชื่อประเทศเป็นภาษาเยอรมันว่า "DEUTSCHLAND" นั้น เขาก็มิได้กำหนดให้เรียกชื่อประเทศของเขาเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสตามชื่อภาษาเยอรมัน หากเรียกชื่อประเทศของเขาในภาษาอังกฤษว่า "GERMANY" และภาษาฝรั่งเศส "ALLEMAGNE" ตามที่คนอังกฤษและฝรั่งเศสเคยเรียกและเคยรู้จักชื่อประเทศของเขาในนามนั้น

ข้าพเจ้าได้ให้ความเห็นต่อไปว่า การที่จะเอาคำว่า "LAND" ต่อท้ายคำว่า "THAI" เป็น "THAILAND" ก็ดี ย่อมทำให้คล้ายกันกับประเทศเมืองขึ้นในแอฟริกาของอังกฤษ (สมัยนั้น) และเมืองขึ้นของฝรั่งเศส (สมัยนั้น) ที่ลงท้ายด้วยคำว่า "LAND" หรือ "LANDE" ข้าพเจ้าได้ให้ข้อสังเกตว่าประเทศ "IRELAND" ใต้ เมื่อได้เป็นเอกราชจากอังกฤษแล้วก็ตัดคำว่า "LAND" ออก โดยเรียกชื่อประเทศของตนว่า "EIRE" ส่วนในประเทศยุโรป บางประเทศที่มีคำท้ายว่า "LAND" เช่น "ICELAND" ก็เพราะภาษาของเขาอยู่ในตระกูลเดียวกันกับภาษาอังกฤษ จึงไม่จำเป็นที่เราจะต้องเอาตัวอย่างนี้ แต่ความเห็นส่วนข้างมากในคณะรัฐมนตรีให้เปลี่ยนชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษด้วย ตามที่มีผู้เสนอให้เปลี่ยนเป็น "THAILAND" ในภาษาอังกฤษ และ "THA?LAND" ในภาษาฝรั่งเศส

ข้าพเจ้าได้เสนอต่อไปอีกว่า ถ้าส่วนข้างมากต้องการให้ชาวโลกเรียกชื่อประเทศไทยเป็นภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสโดยมีคำว่า "THAI" เป็นสำคัญแล้ว ก็ขออย่าเอาคำว่า "LAND" หรือ "LANDE" ไปต่อท้ายไว้ด้วยเลย คือให้ใช้ภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสทับศัพท์ตามที่สามัญชนคนไทยเรียกชื่อประเทศของตนว่า "เมืองไทย" เป็นภาษาอังกฤษ "MUANG THAI" ฝรั่งเศส "MUANG THA?" แต่ส่วนมากในคณะรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย

(เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง รัฐบาลทวี บุณยเกตุ เห็นว่ารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเปลี่ยนชื่อประเทศสยามมาเป็นประเทศไทยนั้น ใช้บังคับเฉพาะชื่อประเทศไทยในภาษาไทยเท่านั้น รัฐบาลนั้นจึงได้ประกาศให้ใช้ชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสว่า "SIAM" ตามที่เกือบทั่วโลกรู้จักประเทศไทยในคำนั้นมาหลายศตวรรษแล้ว

ฉะนั้น เอกสารทางราชการที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสจึงเรียกชื่อประเทศไทยว่า "SIAM" รวมทั้งหนังสือเดินทาง ให้เขียนเรียกชื่อประเทศไทยในภาษาไทยว่า "ประเทศไทย" ส่วนในภาษาฝรั่งเศสให้เขียนว่า "SIAM" และสัญชาติของผู้ถือหนังสือเดินทางให้เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า "SIAMOIS"

ทั้งนี้ ก็ตรงกับที่ข้าพเจ้าได้เคยเสนอดังกล่าวไว้แล้ว ในข้อ 5 ว่าแม้ประเทศเยอรมันเรียกชื่อประเทศของเขาเป็นภาษาเยอรมันว่า "DEUTSCHLAND" แต่ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "GERMANY" และในภาษาฝรั่งเศส "ALLEMAGNE" ส่วนในประเทศในตะวันออกไกล เช่น ประเทศจีน ซึ่งเรียกตามภาษาจีนว่า "ฉงกัวะ" แปลว่า "ประเทศกลาง" นั้น ทางราชการจีนก็เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "CHINA" และภาษาฝรั่งเศสว่า "CHINE" ตามที่เกือบทั่วโลกรู้จักประเทศจีนในภาษานั้นมาแล้วหลายศตวรรษ ประเทศญี่ปุ่นเรียกชื่อประเทศเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า "นิปปอนโกกุ" แปลว่าประเทศแห่งพระอาทิตย์อุทัยนั้น ทางราชการญี่ปุ่นเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "JAPAN" และภาษาฝรั่งเศสว่า "JAPON" ตามที่เกือบทั่วโลกรู้จักประเทศญี่ปุ่นในภาษานั้นมาหลายศตวรรษ แม้ว่าลัทธิแสนยานุภาพญี่ปุ่นจะมีทรรศนะ "คลั่งชาติ" (CHAUVINISM) แต่ก็ไม่คลั่งจนถึงขนาดทำให้คนเกือบทั่วโลกงง ถ้าหากต้องเรียกชื่อประเทศญี่ปุ่นตามภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ

(เมื่อได้เกิดรัฐประหาร 8 พ.ย.2490 แล้ว นายควงเป็นนายกรัฐมนตรีประมาณ 3 เดือนเศษ รัฐบาลนี้คงเรียกชื่อประเทศไทยเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสว่า "SIAM" ต่อไปอีก

ต่อมาในเดือนเมษายน 2491 รัฐบาลพิบูลสงครามเข้ารับตำแหน่งแทนรัฐบาลควง แล้วก็ได้กลับเปลี่ยนชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษว่า "THAILAND" และในภาษาฝรั่งเศส "THA?LANDE" ซึ่งรัฐบาลต่อๆ มาก็ได้ใช้ตามจนปัจจุบันนี้

(ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2511 ที่ใช้เวลาร่างนานที่สุดประมาณ 10 ปีนั้น ได้มีสมาชิกแห่งสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นคนเชื้อชาติไทยแท้ๆ และมีนายทหารชั้นนายพลคนหนึ่งร่วมด้วย ในการเสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนชื่อประเทศไทยเป็นประเทศสยามตามเดิม แต่สมาชิกส่วนมากไม่ยอมรับความเห็นนี้

ต่อมาในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 ก็มีกรรมการบางคนเสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนชื่อประเทศไทยเป็นประเทศสยาม แต่กรรมการส่วนมากไม่ยอมรับความเห็นนี้ เพราะบางคนให้ความเห็นว่า เรื่องชื่อประเทศเป็นเรื่องเล็ก" ครั้นแล้วรัฐบาลได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 ต่อสภานิติบัญญัติ สมาชิกสภานิติบัญญัติหลายคนได้แสดงความเห็นขอแก้ชื่อประเทศไทยให้เป็นประเทศสยามตามเดิม ดังนั้น คงมีหลายคนขอแปรญัตติในคณะกรรมาธิการ แต่เสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการและในสภานิติบัญญัติจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็สุดแท้แต่ทรรศนะซึ่งท่านเหล่านั้นยึดถือ

(ผู้สนใจที่ศึกษาปรากฏการณ์แห่งความเป็นมาของการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย ย่อมเห็นได้ว่าปัญหานี้ไม่อาจจบลงได้อย่างง่ายๆ แม้มีรัฐธรรมนูญแล้วก็ยังมีผู้ต่อสู้เพื่อเปลี่ยนชื่อประเทศไทยเป็นประเทศสยามตามเดิม หรือเปลี่ยนเฉพาะชื่อภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส เรื่องนี้ไม่ควรพิจารณาอย่างผิวเผินว่าเป็น "เรื่องเล็ก" เพราะการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยนั้น สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างคนเชื้อชาติไทยที่มีทรรศนะทางสังคมแตกต่างกัน คือฝ่ายหนึ่งถือ "ทรรศนะรักชาติ" (PATRIOTISM) กับอีกฝ่ายหนึ่งถือ "ทรรศนะเชื้อชาตินิยม" (RACISM) ประกอบด้วย "ทรรศนะคลั่งชาติ" (CHAUVINISM) ที่เกินขอบเขตยิ่งกว่าทรรศนะคลั่งชาติของฮิตเลอร์และแสนยานุภาพญี่ปุ่น

ท้ายสุด เจ้าของบล็อกขอบอกว่า ข้อมูล และเนื้อหาทั้งหมด เจ้าของบล็อกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับข้อมูล และเนื้อหานั้นๆ และไม่ได้มีเจตนานำมาเผยแพร่เพื่อประโยชน์ส่วนตนใดๆทั้งสิ้น ส่วนภาพประกอบเจ้าของบล็อกทำการค้นหามาจากกูเกิลครับ

Related Links
http://www.onopen.com/2006/01/1340
http://www.hunsa.com/2005/view.php?cid=33040&catid=87