Social

ไหนๆก็หมดช่วงสงกรานต์อย่างจริงๆแล้ว ก็เลยอยากพูดถึงเรื่องของความเป็นไทยซะหน่อย ที่ทำให้ผมฉุดคิดถึงเรื่องนี้ ต้องขอบคุณคุณอามาโนช พุฒตาล มากๆ เมื่อวันศุกร์สงกรานต์ ผมก็เผอิญหมุนไปฟังคลื่นเดอะ เรดิโอ ระหว่างนั่งรถเมล์ไปทำงาน ช่วงเช้า ก็ฟังเพลงไปเรื่อยๆอะนะ และก็ถึงช่วงที่คุณมาโนชพูด โดยช่วงนั้นคุณมาโนชได้พูดถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ว่าเป็นเทศกาลและช่วงเวลาที่ทำให้คนไทย มักที่จะหวนกลับมาให้ความสำคัญกลับเรื่องไทยๆ ของไทยๆกัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ถ้าเป็นภาคเหนือก็อาจจะนิยมสวมชุดม่อฮ่อมกัน หรือในภาคกลาง และก็ต่างจังหวัด ก็จะหยิบเสื้อลายดอกมาใส่กันบ้างละ ละก็สิ่งที่นิยม และอาจจะเรียกได้ว่าเหมือนกลายเป็นแค่สิ่งของประดับในช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น คือ "น้ำอบไทย"

อามาโนชพูดมาอย่างนี้ ทำให้ผมนึกขึ้นมาตะหงิดๆว่า ทำไมคนไทย นับวันถึงได้ดูถูก ละเลย กับสิ่งที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างขึ้นมาไว้ แต่กลับแห่ไปใช้แต่ของนอก ทั้งๆที่บางอย่างมันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อคนไทยเลย แต่เราก็กลับใช้มันอยู่โดยสร้างอคติในใจตลอดเวลาว่า ของไทยมันเชย จนอาจกลายเป็นค่านิยมใหม่ของสังคมไปเลยก็ได้

แต่ผมก็ไม่ได้ตำหนิติเตียนว่า น้ำหอมฝรั่งไม่ดี แต่ลองสังเกตดูดีๆว่า น้ำหอมเหล่านี้ถูกสร้างจากคนที่เขาอาศัยอยู่ในเมืองหนาว ดังนั้นถ้าคุณจะต้องทำงานอยู่ในห้องแอร์ หรือในที่ที่มีอากาศเย็นตลอดเวลา หรือเป็นส่วนใหญ่ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าใครที่ต้องไปทำงานตากแดด ใหเหงื่อมันไหลทุกวัน สังเกตได้เลยว่าน้ำหอมเหล่านี้ที่ประโลมลงไปบนเสื้อหรือเนื้อตัวของคุณ นอกจากมันจะไม่ค่อยส่งความหอมออกมาแล้ว มันยังอาจเป็นเสริมทัพความเหม็นเป็นทวีคูณให้กับกายของคุณก็ได้

ที่เกริ่นมานี้สิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกก็คือว่า อยากให้ลองเปิดใจรับของไทยๆ อย่างน้ำอบไทยบ้าง ผมถือว่า น้ำอบไทย มันคือสิ่งๆหนึ่งที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาของคนไทยอย่างแท้จริง ใครที่เคยดูทีวีที่นำวิธีการทำมาออก ก็คงจะทราบได้ว่ามีขั้นตอนที่ละเอียด และยากเสียด้วย กว่าจะได้ความหอมที่ออกมาแบบธรรมชาติ ได้กลิ่นทีไรก็รู้สึกเย็นไปเสียทุกที ไม่ใช่ความหอมแบบสังเคราะห์ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับคนไทยนัก (แต่คนไทยเราก็หลงใหลมันเสียเหลือเกิน)

พูดอย่างนี้ก็ทำให้พูดถึงวัฒนธรรมการรับประทานอาหารในปัจจุบันของคนไทย โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมือง ที่นับวันมักจะรับประทานอาหารแบบตะวันตก หนักขึ้นไปทุกที บางคนถึงขนาดทานกันทุกวัน ลูกเด็กเล็กแดงหายใจเข้าเป็นไก่ทอด หายใจออก เป็นพิซซ่า ถ้าจะกินกันแบบนานๆครั้งเพื่อหลีกหนีความจำเจ และสร้างความความหลากหลายในการรับประทานอาหารก็มิว่ากัน ผมสนับสนุนซะด้วยซ้ำ (ใครมันจะไปกินอะไรเดิมๆได้ทุกวัน) แต่ที่ผมเป็นห่วงคือกรณีแรกที่ผมบอกว่า ทานกันทุกวัน เพราะว่า อาหารฝรั่ง โดยเฉพาะจากตะวันตก ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อชาวตะวันตกที่อาศัยอยู่ในอากาศที่หนาวเย็น ดังนั้นอาหารพวกนั้นไขมันและโปรตีนจึงสูง แต่คนไทยไม่ได้ต้องการไขมันที่มีปริมาณมากขนาดนั้น จึงทำให้คนที่ทานเป็นประจำเลียนแบบฝรั่งมีโอกาสเป็นโรคอ้วนสูง ทั้งนี้จะจริงไม่จริงก็ให้ดูจากผลสำรวจวิจัยที่ว่าเด็กไทยเราเสี่ยงเป็นโรคอ้วนมากขึ้นก็แล้วกันครับ

วกไปเรื่องอื่นสักนาน กลับมาที่เรื่องความหอมแบบไทยๆละกันครับ คือผมไม่ได้คิดที่จะต่อต้านอะไรของฝรั่ง หรือจากประเทศอื่นๆที่ความมาสร้างค่านิยมใหม่ให้กับคนไทยหรอกนะครับ เพราะผมก็เป็นคนที่มีอคติกับพวกหัวโบราณ ไดโนเสาร์เต่าล้านปีอยู่พอสมควร เช่นผู้ใหญ่จะเสียหน้าไม่ได้ หรือพวกคลุมถุงชน ทำอะไรตามใจพ่อแม่ ฯลฯ แต่การที่รับเปิดรับสิ่งใหม่ๆ โดยรับมาทั้งหมด หรือให้เค้ามาครอบงำทั้งหมด จนกลืนความเป็นไทยไปจนหมดสิ้น อันนี้ก็ไม่ไหว ในตอนนี้อาจไม่ แต่อนาคตใช่ว่าจะแน่ เพราะแนวโน้มมันก็พอจะเห็นได้อยู่

ยังไงก็ลองเปิดใจรับความหอมแบบไทยๆ ไปประยุกต์ใช้กับของนอกสักนิด อย่าปล่อยให้ความหอมแบบไทย ได้ส่งกลิ่นเฉพาะช่วงสงกรานต์เลยครับ...


เอนทรีนี้อาจจะดูเครียดไปหน่อย อย่าถือสาเลยนะครับ ส่วนใครจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไรก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลครับ เพราะนี่คือความคิดเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น ยุคประชาธิปไตยแบบนี้เราต้องรับฟังและเคารพกับความเห็นที่หลากหลาย มิใช่ปิดกั้นในสิ่งที่ไม่ถูกใจตัวเอง ด้วยการทายาหม่องบ้างแหละ หรือในวิธีการอื่นๆอย่างที่เห็นในปัจจุบัน จากพวกคณะองค์กร ที่ดูจะคล้ายพวกองค์กรช็อกเกอร์ในหนังไรเดอร์ไปทุกที

ฝากส่งท้ายหน่อยครับ เห็นหลายๆคนมีแบนเนอร์บล็อกเป็นของตัวเอง ผมก็เลยทำของผมมามั่ง น่ารัก สดใส วัยกระเตาะ ทีเดียวเชียวหละ

ใครจะเอามาแลกกันแปะกับกระผมก็มิว่ากันนะค้าบบบ...

เป็นเรื่องปกติของคนเรานะครับ ถึงแม้จะรู้ว่าอะไรก็แล้วแต่บนโลกใบนี้ไม่สามารถคาดหวังอะไรได้มาก แต่เมื่อคาดหวังอะไรไปแล้วก็ย่อมต้องเกิดความรู้สึกที่แย่ หรือรุนแรงเมื่อผิดหวัง ทั้งที่ควรจะโทษความงี่เง่าของตัวเองแต่แรกว่าแล้วเราไปคาดหวังกะมันทำไม ไม่ได้มีใครเอาปืนมาจี้คอให้เราต้องหวังกะมันสักหน่อย

เช่นเดียวกับที่ผมหวัง หวังว่าประเทศไทยจะดีขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์หลังปฏิวัติ เมื่อกันยายนที่ผ่านมา หวังว่าการที่ผมจะต้องสูญเสียการชมรายการสาระแนในคืนนั้น 1 ตอนอันเป็นที่รักของผมหลังจากที่ถูกพวกมันเข้ามายึดแล้วเปิดเพลงสรรเสริญฯ หรือไม่ว่าวันสอบคณิตศาสตร์วิชาที่ผมอยากสอบเป็นวิชาแรก จะต้องถูกเลื่อนให้ไปสอบเป็นวิชาสุดท้าย เพราะถูกมันประกาศให้วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดราชการ ซึ่งสร้างความซีเครียดกับผมเป็นเวลาถัดมา จะเป็นการเสียสละเพื่อให้ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติเกิดขึ้น และทำให้ความอึดอัดภายในใจผมคลายลงซักที เพราะตลอดเวลาที่มีม็อบมวลชน (จัดตั้งหรือเปล่า) ของกลุ่มพันธมิตร ที่ไม่ใช่ทีมพากษ์หนังจีน แต่อาจจะมีความเกี่ยวข้องเล็กน้อยตรงที่หัวหน้าขบวนการมันเป็นเจ๊ก อุ๊ย ไม่ใช่ คนเชื้อสายจีน ต่างหาก แถมมันยังเอางิ้วหน้าขาวจากรั้วท่าพระจันทร์ มาเติมไฟสร้างฝัน(กลางวัน)ให้คนเป็นพันหันมาเกลียดผู้นำประเทศในขณะนั้น ซึ่งก็ได้ผลดีซะทีเดียว แถมยังทำตัวเหนือกฎหมาย ซึ่งผลก็เห็นๆอยู่ในปัจจุบัน ว่าเค้ารอดจากข้อกล่าวหาหลายๆอย่างๆ ด้วยเหตุผลมีระดับของคนในคมช. และรัฐบาลจัดตั้ง (อันนี้ชัวร์) ว่า เพื่อความสมานฉันท์

จากที่กล่าวมาคร่าวๆข้างต้น ก็คงจะเป็นผลที่เพียงพอให้จะทำให้ผมไม่สามารถหวังอะไรจากคณะปฏิวัตินี้ได้ แถมยังรู้สึกโมโห โกรธา ถึงวีรกรรมทำเพื่อไทย ของกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย และนี่คือตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ เท่าที่ผมนึกได้ และรับรู้สึกถึงความแก่ของสมองและภูมิปัญญาของครม.ขิงแก่ และนิสัยของคมช.ชุดนี้ ที่ล้วนตีแผ่ออกมาจากการกระทำของพวกคุณทั้งสิ้น

.. ครม.ชุดนี้ ถูก ครม. ขุดเพื่อมาคุ้ย ..
ผมไม่รู้เหมือนกันนะครับ ไอ้ที่เค้าว่าขิงแก่เนี่ย มันหมายถึงขิงแก่ที่ยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ดร้อน ซาบซ่า หรือเป็นแง่งขิงที่เกษตรกรลืมขุดเอาขึ้นมาจากดิน จนมันแก่อยู่ในใต้ดินซะอย่างงั้น ถึงดูเหมือนพวกได้รับออกซิเจนน้อยไปหน่อย เพราะพึ่งจะขึ้นได้มาหายใจบนบก ผมไม่สนหรอกนะครับ ว่าพวกท่านเหล่านี้จะเรียนจบมาจากไหน ได้มากี่ใบ คำนำหน้าจะเป็นอะไรก็ตาม แต่ผลงานที่ท่านได้ทำมาตลอด 7 เดือน พิสูจน์แล้วว่าอะไรที่ยาก อะไรที่ใหญ่ ที่มันจะเป็นการซ่อมสร้างประเทศชาติท่านไม่ทำ แต่อะไรที่ยาก อะไรที่ใหญ่ ที่เกี่ยวกับการเช็คบิลท่านทักกี้ รู้สึกจะขยันทำกันเหลือเกิน กลัวคมช.ไม่ปูนบำเหน็จให้รึไง บึ้มกรุงอะไปถึงไหนแล้ว แล้วไอ้ภาคใต้เนี่ย ตอนยุคทักษิณแหมกระแทกแดกดันเค้าดีนักนี่ว่า ผู้นำประเทศเป็นต้นเหตุ โดยเฉพาะตอนกรือเซะ แล้วตอนนี้ละครับ ท่านๆก็เป็นอิสลามไม่ใช่เหรอ โดยเฉพาะบิ๊กบัง ป๋าสี่เสาก็คนใต้ไม่ใช่เหรอครับ แล้วผมถามหน่อยว่าตั้งแต่สมัย 11 ปี ยุคเปรมาธิปไตย จนถึงยุคขิงแก่นี่ ทำไมมันถึงไม่สงบซักที ถ้าท่านมีน้ำยาจริงๆ มันคงจบไปตั้งนานแล้ว ผมก็รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนะ เพราะถ้าย้อนถามว่า ถ้าให้ผมไปทำ ทำได้เหมือนเค้ารึเปล่า ก็ต้องตอบว่าไม่ แต่ในเมื่อคุณเองก็ทำไม่ได้ คุณก็ควรเปิดทางให้คนอื่นาทำ ไม่ใช่อมอำนาจถึงตอนนี้ เชื่อเถอะ 1 ปีที่ท่านสัญญานะ จะเป็น 1 ปีแห่งความอุบาทว์ของวงการเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ทรุดหนัก ปัญหาที่รุมเร้ามากขึ้น การแตกสามัคคีที่หนักหน่วงขึ้น ผมฝากวลีนี้ไว้แล้วกัน

"การปฏิวัติที่จบดี ย่อมมีได้อีกในไม่ช้"

ยังมีอีกมากครับ เดี๋ยวมาต่อภาค2 ละกัน จะไปดูหนังข้างนอก
ที่สำคัญเม้นท์ให้หน่อยก็จะดีมากมาย...



edit @ 2007/04/06 13:36:25