ThaiThai

หลังจากเสร็จสิ้นจากช่วงเวลาการสอบก็เป็นช่วงเวลาอันเป็นมงคลฤกษ์ที่คู่บ่าวสาว เอ๊ย ไม่ใช่... เป็นเวลาดีในการที่ผมจะมาอัพบล็อก (หรืออึ๊บบล็อก ตามแบบฉบับของคุณ Eddy) หลังจากที่ปล่อยให้มันสุกงอมจนเน่าในเวลาสองเดือนกว่าๆ

อารัมภบทมาสักเล็กน้อย มาถึงบรรทัดก่อนจะเข้าเรื่องจริงๆ ผมอยากให้คุณ ลองทำแบบทดสอบชิ้นนี้ดูนะครับ

กติกาไม่ยาก ผมจะให้คำเป็นภาษาอังกฤษ ให้คุณลองนึกดูว่า ถ้าคุณจะเขียนเป็นภาษาไทย คุณจะเขียนอย่างไร เอาแบบตามความเคยชินของคุณนะครับ

1) Chalk ชอล์ก

2) Shock ช็อก

3) Note โน้ต

4) Lock ล็อก

5) Blog บล็อก

6) Top ท็อป

7) Pop ป๊อป

8) Click คลิก

9) Code โค้ด

10) Rock ร็อก

ถ้าคุณมีคำตอบไว้ในใจ หรืออาจจะเขียนไว้แล้ว ลองเทียบกับเฉลยดู โดยการ Drag เมาส์ ท้ายคำเหล่านั้น แล้วตรวจสอบดูว่าถูกกี่ข้อ

ถ้าคุณเขียนผิด โดยที่ผิดส่วนมากนั้นเพราะไปใส่ไม้ตรีให้มัน นั่นแสดงว่าคุณกำลังอยู่ในอาการ ของโรค "ไม้ตรีลิซึม"

อย่าแปลกใจนะครับ ว่าโรคไม้ตรีลิซึม มันคืออะไร เป็นแล้วจะใช้บัตรสามสิบบาทรักษาได้หรือเปล่า

โรคไม้ตรีลิซึม นั้นเป็นโลกที่ผมสมมติอุปโลกน์ขึ้นมาเอง โดยใช้เรียกอาการของผู้ที่สับสนในการใช้วรรณยุกต์ กับคำที่มีเสียงตรี หรือสับสนกับการใช้ คำที่มีเสียงสระเอาะ และมีตัวสะกด อยู่ในรูปของ ไม้ไต่คู้ (๘) กำกับ พูดง่ายๆก็คือใช้ผิดใช้ถูก ออกแนวระแวง หรือไม่ก็ทำตัวเป็นคนง่ายๆ เอะอะอะไรไม่แน่ใจใช้ไม้ตรีไว้ก่อน และใช้กันจนเป็นนิสัย

ซึ่งที่จริง มันก็เป็นเรื่องเล็กๆเท่านั้น ในการใช้ภาษาไทย แต่เรื่องเล็กเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่อาจทำให้ภาษาไทย "วิบัติ" ของจริง มากกว่าในกรณีที่ผู้ใหญ่หลายๆคนเป็นห่วงเรื่องของการใช้คำของวัยรุ่นในบางกรณีเสียอีก

เพราะอย่างการใช้คำของวัยรุ่นในบางกรณี เช่น
"ร้าก เทอนะ ทำรัยอยู่ เปงห่วงนะรู้มั้ย เม้นกลับให้บ้างเซ่ "

ถึงแม้จะเป็นการใช้คำที่ดูตอแหลเอามากๆ (ถึงมากที่สุด) แต่กรณีนี้สำหรับผม มองว่า เป็นการใช้ภาษาแบบคะนองมากกว่า ไม่ถือเป็นภาษาวิบัติ ด้วยเหตุผลคือ

1. เป็นการเขียนเพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการถึงน้ำเสียงออดอ้อนปนตอแหล เวลาที่เราพูดๆกันอยู่กับกลุ่มเพื่อน หรือใช้พูดกันเป็นส่วนตัว โดยยึดการเขียนตามการออกเสียงเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงความหมายของคำที่นำมาเขียน เช่น "ทำรัย" ที่ในพจนานุกรมไม่มีความหมาย และไม่มีการบัญญัติไว้ด้วย แต่เป็นการเลียนแบบการออกเสียงเวลาเราพูดถามเพื่อนมากกว่า

2. ทุกคำที่เขียน ถึงแม้จะไม่ถูกต้องในแง่ของความหมาย แต่ตามหลักไวยากรณ์แล้ว ถือว่าเขียนถูกต้อง เช่น

คำว่า "ร้าก" เป็นเสียงตรี พยัญชนะต้นคือ "ร" เป็นอักษรต่ำ ต้องใช้รูปวรรณยุกต์คือรูปโท

หรือ "เปง" ก็เป็นการแสดงให้รู้ว่า ผู้คำต้องการลากเสียงคำนี้ยาว จึงเขียนให้เป็นลักษณะของคำเป็น คือใช้สระเสียงยาว และตัวสะกดเสียงยาว

ดังนั้นการที่ผู้เขียนสามารถดัดแปลงคำได้ โดยยังคงถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เช่นนี้ ผู้เขียนคำนี้ต้องมีความรู้อยู่บ้าง จึงจะกระทำได้โดยไม่สับสน ลักษณะนี้จึงไม่ใช่การใช้ภาษาแบบ "วิบัติ" แต่เป็นการใช้ภาษาแบบ "คะนอง"

แต่ก็ถือว่าอันตรายอยู่พอสมควรนะครับ หากคำเหล่านี้ปรากฏในพื้นที่สาธารณะแบบถี่ๆ เพราะอาจจะมีบางคนเอาไปใช้จริงๆก็เป็นได้ เพราะอุปทานไปเองว่ามันถูกต้อง

แต่กับโรคไม้ตรีลิซึมแล้ว แน่นอนเป็นการเขียนแบบทั้งผิดไวยากรณ์ และไม่มีความหมายระบุในพจนานุกรมด้วย ถึงแม้เราจะพอทำเลาเข้าใจในความหมายมันได้ก็ตาม ด้วยเพราะรูปคำที่คล้ายกัน จนบางทีเผลอใช้กันจนมันดูถูกต้องไปเสีย

โดยเฉพาะกรณีของคำทับศัพท์ ที่เมื่อเขียนเป็นไทยแล้วพยัญชนะต้นเป็นอักษรต่ำ ตามหลักของไตรยางศ์ และมีเสียงตรี จนทำให้เราใช้รูปวรรณยุกต์ตรีกำกับเป็นความเคยชินไป

และเพื่อเป็นการยืนยันว่า โรคนี้มันระบาดขนาดไหน ผมจึงลองไปสำรวจตามเว็บต่างๆ โดยใช้เวลาแค่ไม่ถึงชั่วโมง จากเว็บที่ผมเข้าบ่อยๆ ได้ผลออกมา... เชิญชมเองเองครับ

เริ่มต้นที่เว็บไซต์ exteen นี่ก็เจอเยอะมากๆ บางทีก็พยายามคิดไปว่า อาจจะพิมพ์ผิดหรือเปล่า แต่ปรากฏว่า พอเอาสายตาเหลือบมองไปยังแป้นพิมพ์ ก็พบว่ามีความเป็นไปได้น้อยอยู่ จึงคิดว่าน่าจะมาจากความเคยชินของผู้ใช้มากกว่า

อย่างภาพด้านบนก็จะพบว่า ที่ผมทำแถบแดงๆ สองคำ นั่นคือคำว่า "น๊อต" กับ "ช๊อต" นั้น เป็นคำที่เขียนผิด ถึงแม้ว่าผู้อ่านคนอื่นๆ จะมาอ่านแล้วเข้าใจในสิ่งเดียวกับที่ผู้เขียนกำลังสื่อ แต่มันก็คงจะดีกว่า ที่เราจะเขียนมันให้ถูกต้องจริงไหมครับ อย่างสองคำข้างบน ก็แก้ไขง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนจากการใช้รูปไม้ตรี มาใช้รูปไม้โทแทน เท่านั้นเอง

ส่วนคำว่า "เต๊อะ" ที่ผมลากแถบเขียวไว้ คือการใช้ไม้ตรีที่ถูกต้อง เพราะ "ต" เป็นอักษรกลาง หลักการใช้รูปวรรณยุกต์กำกับเสียงของคำนั้นๆ จะเป็นไปในลักษณะตรงตัว ถึงแม้คำว่า "เต๊อะ" จะไม่มีความหมายก็ตาม เพราะแผลงเสียงมาจากคำว่า "เถอะ" เพื่อสีสันในการอ่าน

ส่วนนี่ก็มาจากบล็อกของคุณฟัก ที่ผมก็เกือบจะยกโล่ใช้ภาษาไทยถูกไวยากรณ์ดีเด่นให้แกไปแล้ว เพราะในเอนทรี แกจะเขียนใช้ไม้โท ไม้ตรี ไม้ไต่คู่ได้ดีมากๆ ไม่สับสนเหมือนจิตใจของแก แต่พอเวลามาอ่านที่แกพิมพ์คอมเมนต์ ก็พบว่าแกมาตกม้าตายแบบภาพบน กรณีนี้คำว่า "นะ" ไม่ต้องมีไม้ตรี และก็ไม่จำเป็นต้องใส่ไม้โทด้วย เพราะอักษรต่ำ เวลาเป็นคำตาย ในรูปสามัญ จะอ่านออกเสียงตรี โดยธรรมชาติของมัน

นี่ก็เหมือนกัน ไม่ต้องใส่ไม้ตรีนะครับ และก็ไม่ใช่ ท์ ด้วย ต้องเป็น ส์ ต่างหาก เพราะรากศัพท์คือ mouse โดยตามหลักที่ถูกต้อง se เท่ากับ ส ดังนั้น se ไม่ออกเสียงเมื่อนำมาเขียนเป็นภาษาไทย จึงต้องใส่ ทัณฑฆาต กำกับไว้ ส่วนเหตุผลที่ปล่อยไว้โล่งๆ ไม่มีไม้โทมากำกับเสียงตรี เพราะ เนื่องจากในรูปของ "เมาส์" เป็นรูปที่ไม่ซ้ำกับคำใดๆที่มีความหมายในภาษาไทยอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใส่

กรณีนี้ก็ไม่ต้องใส่ไม้ตรี เหมือนกันครับ ปล่อยให้ คลิก ว่างๆไว้อย่างนั้นแหละดีแล้ว

ส่วนภาพด้านบนนี้เอามาจากเว็บบอร์ดของ exteen เอง อันที่จริงถ้าต้องการส่งอารมณ์ให้ผู้อ่าน รับรู้ว่า มากกกกกกกกกกกกกก ขนาดไหน ก็ไม่ต้องใส่ไม้ตรีก็ได้นะครับ มันไม่ได้ทำให้ความรู้สึกที่ได้ต่างกันหรอก

ดีนะครับ ที่เขาจะเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ถ้าไปเข้าคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาไทย ผมคง.... ไม่มีอะไรหรอกครับ

ส่วนอันนี้ ขออนุญาตเล่นของสูง เพราะในหน้าประกาศ advertisement ของ exteen เอง ก็มีติดโผมาเล็กน้อยเหมือนกัน ตรงคำว่า "ท๊อป" ถ้าใช้ไม้ตรีก็ผิดเลย

ที่ถูกคือ ต้องใช้ ไม้ไต่คู้ นะครับ เพราะ Top ออกเน้นเสียงสั้น ดังนั้นเวลามาเขียนในภาษาไทย ก็ต้องใช้สระเสียงสั้น ในที่นี้คือ สระเอาะ และเมื่อมีตัวสะกด ก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่มีไม้ไต่คู้กำกับ

ส่วนที่ต้องชื่นชมคือคำว่า "บล็อก" เขียนถูกต้องแล้วนะครับ ปรบมือๆๆ

พูดถึงคำว่า ท็อป ทำให้ผมพาลนึกไปถึงหลักการใช้ p ในภาษาไทยในการเขียนทับศัพท์ภาษาอังกฤษ

ตามหลักของราชบัณฑิตยสถานแล้วนั้น p ในรูปของพยัญชนะต้น เราใช้ "พ" แต่ถ้าเป็นตัวสะกด เราใช้ "ป" เสมอ

ตัวอย่างที่เห็นผิดๆที่ใช้กัน อย่างเช่น คำว่า Up ถ้าจะเขียนทับศัพท์ ต้องเขียนว่า "อัป" ถึงจะถูกต้อง เช่น Upload ก็ต้องเขียนว่า "อัปโหลด" หรืออย่าง Upgrade ก็ต้องเขียนว่า "อัปเกรด" เป็นต้น

แต่ในกรณีของพยัญชนะต้น ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ พ เสมอไปนะครับ เพราะมันมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง กรณีที่กลุ่มพยัญชนะบางกลุ่มที่ไทย นิยมใช้เสียง ป ให้ใช้ ป ดังนี้ super-, -pa, -pean, -per, -pia, -pic, -ping, -pion, -po, -pus และ -py เช่น Topic เขียนว่า ทอปปิก เป็นต้น

 

มาที่เว็บภายนอกกันบ้าง เว็บนี้เป็นอีกหนึ่งเว็บที่ผมเข้าไปใช้บริการประจำ คือเข้าไปดูรายการของเค้า เพราะรายการของเค้าดีจริงๆนะ แต่แหม โลโก้เว็บมันช่างขัดอกขัดใจผมเหลือเกิน โดยเฉพาะคำว่า ฟุ๊ค ที่ตามจริง มันต้อง ฟุค โล่งๆ ธรรมดา และที่น่ากลัวคือ มันเป็นเครื่องหมายการค้า ที่ทางเว็บมีสิทธิ์ในไปใช้ในโอกาสที่สูงขึ้น ถ้าแก้นิดนึงมันก็จะดีมากๆ แต่ถ้าเกิดมีความจงใจที่จะเขียนอย่างนั้นอยู่แล้ว อันนี้ก็สุดแล้วแต่ครับ เพราะขนาดคำว่า FukDuk พี่แกยังแผลงมาจาก Fuck Duck เลย (แปลเป็นภาษาไทยเอาเองนะครับ ผมไม่เกี่ยว)

/* อยากรู้ว่า FukDuk คืออะไร คลิกอ่านที่นี่ */

 

พูดถึงเว็บบันเทิง ก็ขอข้ามมาที่เว็บของสื่อบันเทิง ซึ่งผมขอนั่งยัน นอนยัน ว่า เว็บแนวๆนี้ประมาณ 70% พบการใช้ภาษาไทยผิดไวยากรณ์อยู่เป็นนิจ อย่างที่ผมนำมาเป็นตัวอย่างนี่ก็คือหนึ่งในที่ผมพบเห็นอยู่บ่อยๆ เว็บของ Gossip Star ที่ลงชื่อเล่นของคาสโนว่าฆ่าไม่ตายได้น่าฆ่ามากๆ พี่ฟลุค เขาชื่อ "ฟลุค" ครับ ไม่ได้ชื่อ "ฟลุ๊ค"

และเว็บอันดับหนึ่งของประเทศอย่างสนุกดอตคอม ที่ Contentข่าวของเขา ก็ไปคัดลอกชาวบ้านแบบขออนุญาตเขามาลง แต่คัดลอกทั้งที ก็คัดลอกมาแบบผิดๆเสียอย่างนั้น เหนื่อยใจ

มาถึงตรงนี้บางคนอาจจะตั้งข้อสงสัย ว่าผมไปจับผิดมากเกินไปหรือเปล่า เขาอาจจะพิมพ์ผิดแบบไม่ได้ตั้งใจก็ได้กระมัง ผมจึงยกภาพด้านล่างนี้มาให้ชม จากเว็บกระปุก

ท่าทางเขาคงจะไม่ได้ตั้งใจพิมพ์ผิดจริงๆละครับ

 

มาที่เว็บวิชาการ ทีมีข้อมูลวิชาการ การศึกษาดีๆ แต่พอมาที่เว็บบอร์ด ก็มิวาย เจอเข้าอีกจนได้ แถมเป็นเว็บบอร์ดครูอาจารย์เสียด้วย ถึงแม้คนโพสต์ข้อความจะไม่ใช่ครูก็ตาม (ผมคาดไว้เช่นนั้น) แต่ผู้ตอบแต่ละคนก็ไม่มีใครทักท้วงสักนิดเลย

คำว่า "โน้ต" เป็นอีกคำที่มีคนเขียนผิดบ่อยๆ ผมเคยเจอในรายการทีวีพูลไลฟ์ ก็ขึ้นชื่อคุณโน้ต เชิญยิ้ม โดยใช้ไม้ตรีเหมือนกัน เสียดายที่ผมแคปเจอร์ ภาพจากทีวีไม่เป็น ไม่อย่างนั้นคงจะเก็บตัวอย่างมาให้ได้ดูกัน

นี่เอามาจากเว็บบอร์ดของตลาดทรัพย์สินทางปัญญาครับ ไม้ตรีลิซึมเหมือนกัน

ปิดท้ายด้วยความอัปยศกว่าตัวอย่างที่ผ่านๆมา ภาพด้านบนผมเอามาจาก เว็บบอร์ดของรายการอุตลุตจุดฝัน เห็นแล้วก็อดไม่ได้ ต้องหยิบมาจับผิดการใช้ภาษาของเขาสักหน่อย

มาที่แถบแดงๆก่อนนะครับ อันนี้คือผิดไวยากรณ์แน่ๆ

"เนี๊ย" ใช้ไม้ตรีไม่ได้เด็กขาดเลยนะครับ ถ้าใช้ก็แสดงว่าเข้าค่าย ไม้ตรีลิซึม

ที่ถูก ก็เขียนได้ สองรูป คือ เนี่ย เพื่อแสดงการออกเสียงเป็นเสียงโท หรือไม่ก็ เนี้ย เพื่อแสดงการออกเสียงเป็นเสียงตรี

ซึ่งทั้งสองคำ ก็แผลงมาจากคำว่า นี่

ส่วนแถบเหลืองๆ นี่ผมขีดให้เห็นเพื่อแสดงถึงการเขียนแบบสิ้นเปลือง คือไม่รู้จะเติมแต่ง ให้มันทำไม มันไม่ได้ทำให้อารมณ์หรือความคะนองแตกต่างออกไปเลย เช่น

อ่ะ ไม่ต้องมีไม้เอกก็ได้ ยังไงก็อ่านออกเสียงเหมือนกัน

เรยย์ จะเขียน ยอยักษ์การันต์ เพื่ออะไร แค่คำว่า เรย มันก็ให้อารมณ์ เลย แบบกระดกลิ้นมากพอแล้ว

น่ะ อันนี้ขอไม่พูดแล้วแต่คุณๆจะใช้หรือไม่ใช้ แต่ปกติ ผมเห็นคนส่วนใหญ่ เขาจะออกเสียง นะ เป็นเสียงตรีนะครับ ไม่มีใครดัดจริต ออกเป็นเสียงโท หรอก

ไห้ เห็นคำนี้แล้วอยากจะร้องไห้จริงๆ คือ อยากจะถามสักนิดว่า การใช้ไม้มลาย กับไม้ม้วน มันให้อารมณ์ แตกต่างกันตรงไหน คือไม่มีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนไม้ให้มันเลย

แต่ถ้าเป็นคำว่า หั้ย ผมยังพอเข้าใจได้ว่า ผู้ใช้อาจจะต้องการสื่ออารมณ์ให้ใกล้เคียง หรือดูเหมือน เหี้ย อยู่ก็เป็นได้

สรุป อ่านแล้วปวดหัวมากๆ แผลงทิ้งคะนองขว้างจริงๆ

ที่เว็บเดียวกัน ขอเริ่มที่

คอมเม้น เขียนอย่างนี้ผิดแน่นอน ที่ถูกต้อง คอมเมนต์ นะครับ ถอดจากรากศัพท์แบบโต้งๆเลย คือ Comment แต่เขียนอย่างนี้ยังพอให้อภัยนะครับ แต่ทีหลังอย่าทำอีกนะ

ส่วนอีก 2 คำ ที่ผมหยิบมาเป็นเกร็ดคือ คำที่บางคนอาจจะสับสนในการเขียน คือ ค่ะ กับ นะคะ ที่ถูกต้องก็คือที่ผมเขียนมานี่แหละครับ โดยมีเหตุผลในการเขียนเช่นนั้นคือ

ค่ะ เป็นคำลงท้ายแบบสั้นๆ ห้วนๆ ของผู้หญิง สังเกตได้ว่าเวลาพูด เสียงจะออกเสียงโท สั้นๆ ห้วนๆ น้ำหนักเสียงหนักแน่น การเติมรูปวรรณยุกต์ ไม้เอกลงไป เพื่อบอกว่า เป็นเสียงโท เพราะ คะ เฉยๆ จะเป็นเสียงตรี

ซึ่ง นะคะ ก็ใช้เสียงตรีทั้งสองคำ มีพยัญชนะต้นเป็นอักษรต่ำเหมือนกัน ก็ปล่อยให้โล่งๆ เป็นรูปสามัญอย่างนั้น ดีแล้ว

ที่จริงอยากจะพิมพ์มากกว่านี้ แต่ไม่ไหวครับ ปวดไหล ดังนั้นจึงขอจบแค่นี้ ไว้ถ้ามีประเด็นทางภาษาไทยเรื่องถนัดของผมอีก จะเอามาเขียนใหม่ในมุมมองที่ต่างออกไป

ฝากสักนิด ถึงปัญหานี้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ทำไมมันถึงแก้ไม่หายสักที

หรือเพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

 

ข้อมูลทางวิชาการบางส่วนอ้างมาจาก
http://www.royin.go.th

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านครับ เอนทรีคราวก่อนผมเขียนเรื่องพฤติกรรมการใช้ไม้ตรีแบบไม่ถูกไม่ควร ซึ่งเป็นไปตามความเคยชินของเรา โดยส่วนใหญ่ล้วนเป็นคำทับศัพท์จากภาษาต่างประเทศทั้งสิ้น ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่เป็นเหตุที่เราจะต้องกังวลนัก หากมองว่านั่นเป็นภาษาต่างประเทศ จะเอาอะไรมากมาย เขียนอย่างไรก็คงไม่ผิดมั้ง

สำหรับผมก็เห็นด้วยส่วนหนึ่ง แต่ขอถือโอกาสคัดลอกบางส่วนจากบทความของนักวิชาการภาคีสมาชิก ของราชบัณฑิตยสถาน รศ.ดร.นิตยา กาญจนะวรรณ มาให้ได้อ่านกันครับ ส่วนท่านจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ก็ตามแต่วิจารณญาณส่วนบุคคล

ที่ต้องนำเรื่องนี้มาเขียนย้ำแล้วย้ำอีก ก็เพราะว่าหากเราไม่ช่วยติงกันไว้ ต่อไปในอนาคตอาจจะเกิดผลร้ายถึงสองประการคือ

ประการแรก ข้อมูลภาษาไทยของเราคงจะสับสนอลหม่านไปหมด เพราะจะมีคำคำเดียวกันที่เขียนทั้งแบบมีไม้โทและแบบมีไม้ตรี การสืบค้นข้อมูลคงจะลำบากขึ้น อี-กัฟเวิร์นเมนต์ (e-government) สำหรับประเทศไทยที่ยังต้องใช้ฐานข้อมูลภาษาไทยก็คงจะไปไม่รอด

ประการที่สอง เด็กไทยในอนาคตจะเบื่อหน่ายภาษาไทยยิ่งขึ้น เพราะคราวนี้จะต้องท่องจำกันเป็นคำๆ ไป ว่าคำไหนใช้ไม้โท คำไหนใช้ไม้ตรี ทั้งๆ ที่กฎเกณฑ์เดิมดีอยู่แล้ว แต่มีคนละเมิดกฎจนกลายเป็นที่นิยม และคนทำตาม


ล่าสุด ด้วยสายตาอันไวว่องของผม ได้เหลือบไปเห็นบางส่วนบางตอนของชื่อคุณหมอสัตว์ที่เคยออกคนค้นฅน ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณากาแฟกระป๋องยี่ห้อหนึ่ง ที่ปรากฏชื่อของคุณหมอ เป็นดังภาพข้างล่าง



ชัดเจนว่า ในตัว AD เขียนว่า "ล๊อต ภัทรพล มณีอ่อน"

ถ้าเป็นคำที่มีความหมายโดยทั่วไป หรือ สามานยนาม ใช้อย่างนี้ผิดแน่นอนแบบไม่ต้องฟันธงใดๆ
แต่ก็มีคำถามอยู่เหมือนกัน ซึ่งผมว่าบางคนก็อาจจะสงสัย คือ แล้วถ้าเป็นกรณีวิสามานยนามหละ เช่น ชื่อของตัวบุคคล สถานที่ เครื่องหมายการค้าต่างๆ ฉายา ฯลฯ แล้วจะเขียนอย่างไรก็ได้ใช่มั้ย ก็นั่นมันชื่อของฉัน ตั้งกันเอง ไม่ได้มีความหมายอะไร นอกจากว่า หมายถึงตัวของฉัน

ซึ่งเท่าที่ทราบหลายคนเขาก็เชื่อกันนะครับว่า ถ้าเป็นชื่อเฉพาะแล้ว ก็น่าจะเขียนอย่างไรก็ได้ ไม่น่าจะต้องกังวลในการใช้อะไรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือตัวผู้ใหญ่เอง ผมจึงเห็นในรายการโทรทัศน์วัยรุ่น เขียนชื่อผู้ดำเนินรายการว่า "พี่หยิ๋ง" (รายการหนึ่งทางช่องไทยพีบีเอส) หรือเขียนชื่อน้องๆ ที่มาร่วมสนุกเล่นเกมนอกสถานที่ว่า "น้องน๊อต" "นู๋วา" (รายการหนึ่งทางช่องแถวๆสนามเป้า) อะไรเทือกนั้น เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะธรรมดา

ซึ่งถ้าหากดูจริงๆ การเขียนแบบนั้น ก็อาจจะทำให้ดูมันวัยรุ้น วัยรุ่น สม concept รายการ ในเชิงจิตวิทยาก็เป็นได้ อารมณ์ประมาณว่า เขียนเหมือนพวกวัยรุ่นเขียน chat กันใน MSN หรือ comment กันใน hi5

และหลายคน โดยเฉพาะวัยรุ่นแรกแย้ม ก็ชอบเขียนชื่อตัวเองแบบนี้เสียด้วย ไม่ว่าจะส่วนตัวบนหัว MSN หรือ สาธารณะอย่าง hi5 หรือ ตามเว็บบอร์ดต่างๆ

แต่ถ้าถามหลักเกณฑ์ตั้งชื่อที่ถูกต้องแล้ว (ไม่เฉพาะชื่อบุคคลเท่านั้น) จากตำราหลายๆคนเขียน รวมถึงเท่าที่ทราบมา ตั้งอย่างไรก็ได้ครับ ไม่มีปัญหาเลย จะมีความหมาย ไม่มีความหมายก็ได้ จะเขียนอย่างไร จะสรรอักษรมาใช้กี่ตัวก็ได้ แบบว่าบ่ยั่น

แต่มีข้อห้ามอย่างเดียว ข้อเดียวเท่านั้น คือ...
"ต้องไม่ผิดไวยากรณ์" ครับ

เพราะไวยากรณ์ของภาษานั้นๆ เปรียบได้กับรัฐธรรมนูญของประเทศนั้น
ซึ่งไม่ว่าจะมีกฎลูกใดๆตามออกมา แต่ท้ายที่สุดจะต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญตัวแม่
มิเช่นนั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง เป็นโมฆะ

ยกตัวอย่างง่ายๆ
อย่างคุณที่ชื่อ "หญิง" เขียนอย่างนี้อาจจะธรรมดาไป ก็อาจจะไปตั้งใหม่ เขียนใหม่เป็น
หยิง , หยิงส์ หรือ หยิงง์ ก็ได้

หรืออย่าง ชื่อของสัตวแพทย์ "ล๊อต" ก็อาจเขียนในรูปแบบอื่นๆได้ เช่น
ล็อต , ลอต , ลอตส์ , ลอตต์ , ลอด , ลอท , ลอธ หรือ ลอทธ์ ซึ่งไม่ผิดตามหลักไวยากรณ์ครับ เพียงแต่คำเหล่านี้อาจจะไม่มีความหมายเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะต้องมาคำนึงในการตั้งชื่ออยู่แล้ว

แต่เอาเข้าจริง คนไทยเราหรือต่างชาติก็ดีเวลาจะตั้งชื่อเรียกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็มักจะคำนึงถึงความหมายอยู่เสมอ หรือไม่ก็ต้องมีที่มาจากแหล่งใดแหล่งนี้ที่ดูสอดคล้อง

เช่น ชื่อลูกบางคน ก็อาจจะมาจาก ชื่อพ่อผสมกับชื่อแม่
หรือชื่อสถานที่ก็ตั้งตามลักษณะภูมิประเทศ สิ่งสัญลักษณ์แปลกๆ ชื่อผู้ที่ค้นพบเป็นต้น

ไม่ได้ตั้งแบบไก่กาปาจิงโกะ มั่วๆแต่อย่างใด

อย่างเมื่อก่อนพ่อแม่อาจจะตั้งชื่อลูกง่ายไปนิด เช่น ดำ แดง เขียว ซึ่งก็มีที่มาจากสิ่งรอบตัว พอหมอตำแยถาม นึกไม่ออกเอะอะก็ดำ แดง ไว้ก่อน หรือไม่ก็ให้พระตั้งให้

หรืออย่างราชบัณฑิตยสถานเวลาจะบัญญัติศัพท์ใหม่ๆก็ต้องมีการคิดคำนึงถึงความหมายของสิ่งที่จะตั้งให้ ว่าต้องสอดคล้องและสละสลวย เช่น คณิตกร (คอมพิวเตอร์) , ก้านควบคุม (Joystick) เป็นต้น

ในศัพท์วัยรุ่นที่หลายคนมองว่ามันดูิวิบัติ แต่จริงๆถ้าพิจารณาดีๆ แต่ละคำที่เขาคิดมาใช้กันนั้น ก็ล้วนมีที่มาทั้งสิ้น ไม่ใช่อยู่ดีคิดจะใช้ก็ใช้ เพราะภาษาถึงจะดีแค่ไหน หรือเลวแค่ไหนก็ตาม ถ้าไม่มีคนเห็นดีเห็นงามใช้ด้วย มันก็จะตายไปในที่สุด เพราะวัฏจักรของภาษาก็ไม่ต่างจากมนุษย์ คือ มีเกิด แก่ เจ็บ และตาย

ท้ายที่สุดก็ไม่อยากให้ไปกังวลการใช้มันมากถึงขนาดเครียดลงกระเพาะ อะไรขนาดนั้น เพราะเอาเข้าจริงๆ เรื่องพวกนี้เราก็เรียนมาตั้งแต่ ประุถมกันแล้ว น่าจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ฟิิสิกส์ สมการสิบตัวแปร น่าจะยากกว่ากันเยอะ

ขออนุญาตคัดลอกบทความอีกส่วนจากผู้เขียนคนเดียวกับบทความด้านบน มาให้่อ่านกันครับ เหมือนเดิมว่า ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ก็ตามแต่วิจารณญาณส่วนบุคคล

เรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นความผิดซ้ำซาก หรือเป็นความ "ซวยซ้ำซาก" ของภาษาไทย

น่าแปลกที่การสอนเรื่องการผัน เสียงวรรณยุกต์เริ่มมาตั้งแต่ก่อนชั้นประถมด้วยซ้ำ รุ่นของผู้เขียนใช้หนังสือ ดรุณศึกษา ชั้นเตรียมประถม หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยการแนะนำอักษรกลาง การผันเสียงอักษรกลาง อักษรสูง การผันอักษรสูง อักษรต่ำ และการผันอักษรต่ำในบทที่ ๑๔ ถ้าเรียนวันละบทก็จะใช้เวลาเพียง ๑๔ วันเท่านั้น เด็กอายุ ๕-๖ ขวบที่ตั้งใจเรียน ก็จะผันคำที่ใช้อักษรต่ำได้อย่างถูกต้อง

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งก็คือ หนังสือเล่มนี้ผู้แต่งคือ ภราดา ฟ. ฮีแลร์ นักบวชชาวฝรั่งเศส ท่านได้แต่งและเรียบเรียงขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ หลังจากที่ท่านได้พำนักอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลาเพียง ๙ ปีเท่านั้น หนังสือเล่มนี้ใช้สอนในโรงเรียนที่เรียกกันว่า "โรงเรียนฝรั่ง" สำหรับ "โรงเรียนไทย" ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลหรือเอกชนก็น่าจะได้มีหนังสือที่ดีไม่แพ้กัน

ปัญหาของเราก็คือ เหตุใดคนไทยจึงยังเขียนผิด ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องซึ่งเรียนมาตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียน

ตอบได้อย่างเดียวว่าเพราะความไม่ เคร่งครัดในด้านการเรียนการสอนภาษาไทย เราจึงได้คนที่เขียนหนังสือผิดๆ ออกมาสู่สังคม แล้วสร้างสิ่งที่ผิดให้เป็นตัวอย่างต่อไป จนเด็กรุ่นต่อมาคิดว่าถูก

ทำไมคนไทยจึงไม่เคร่งครัดในด้านการเรียนการสอนภาษาไทย

ผู้เขียนตอบไม่ได้

แต่เคยได้ยินคนบางคนเขาบอกว่า

"เพราะภาษาไทยมันหากินไม่ได้ ต้องภาษาอังกฤษกับคอมพิวเตอร์เท่านั้น"

ตราบใดที่ความคิดนี้ยังอยู่ ก็อย่าได้หวังเลยว่าจะแก้ไขได้



หลังจากเขียนจบ ผมก็อ่านทวนตรวจตราอีกรอบ ก็ไปสะดุดตากับชื่อรายการ คนค้นฅน ซึ่งก็ถือเป็นวิสามานยนาม ว่า เราสามารถนำ "ฅ" มาใช้เขียนเป็นวิสามานยนามได้หรือไม่ ทั้งที่ปัจจุบันนั้นไม่มีการนำมาใช้แล้ว

ค้นหาข้อมูลไปมา บวกกับถามอาจารย์ภาษาไทยด้วย ที่โรงเรียนเก่า ซึ่งอาจารย์ฺแกเป็นกองบรรณาธิการวารสารเพื่อเพื่อนรัก ไม่รู้ใครเคยอ่านหรือเปล่านะครับ วารสารเล่มนี้นิยมมากในกลุ่มเด็กประถมกับมัธยมศึกษาตอนต้นเลยนะครับ ฮ่าๆๆ (แอบประชาสัมพันธ์ให้อาจารย์เล็กน้อย)

เข้าเรื่องต่อ...
พบว่า สามารถใช้ได้ครับ เพราะ ราชบัณฑิตยสถาน ยังคงให้ ฃ และ ฅ เป็นพยัญชนะของภาษาไทยอยู่ ดังนั้นจึงมีสิทธิ์ที่เราจะนำมันมาใช้ได้ เพียงแต่ ในปัจจุบันเราไม่เอามันมาใช้แล้ว (เหมือนปลดเกษียณ ก็แค่นั้น)

ดังนั้น ชื่อรายการ คนค้นฅน จึงสามารถใช้ได้ ไม่ผิดแต่อย่างเดียว รวมไปถึง นิตยสารชื่อ ฅ.ฅน ด้วยครับผม เย้~~

ส่วนสาเหตุที่ทำไมต้องมี ฃ และ ฅ ในสารบบภาษาไทย และทำไมถึงเลิกใช้มันในภายหลัง ขอกล่าวสั้นๆครับว่า

เหตุที่้ต้องมีมันเพราะ ในสมัยริเริ่ม คือ สมัยพ่อขุนรามคำแหง แน่นอนว่าภาษาไทย ทั้งการออกเสียงและรูปอักขระต่างๆ ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากหลายๆภาษา เช่น บาลี สันสกฤต ญวน(เวียดนาม) เขมร ไทขาว ซึ่งในยุคนั้น ข จะออกเสียงไม่เหมือนกับ ฃ เช่นเดียวกับ ค ที่ออกเสียงไม่เหมือนกับ ฅ คือ เสียง ฃ และ ฅ ในสมัยสุโขทัยนั้นออกเสียงลึกกว่าเสียง ข (ไข่) และ ค (ควาย) เวลาที่ออกเสียง ข (ไข่) และ ค (ควาย) โคนลิ้นแตะที่เพดานอ่อน ส่วน ฃ และ ฅ นั้น โคนลิ้นจะแตะที่ส่วนที่ถัดเพดานอ่อนเข้าไปอีก

พ่อขุนรามคำแหงจึงต้องประดิษฐ์ตัว ข ฃ ค ฅ ขึ้นมาด้วยเหตุนี้

แต่ด้วย ฃ และ ฅ ออกเสียงคล้ายกับ ข และ ค แต่ออกเสียงยากกว่า และในอักษรตัวอื่นๆ ก็ไม่มีตัวใด ที่มีฐานการออกเสียงเหมือน ฃ และ ฅ (คล้ายกับถูกโดดเดี่ยวในเรื่องการรูปปาก และลมเพื่อการออกเสียง) ทำให้ทุกคำที่เขียนด้วย ฃ และ ฅ ถูกอ่านเป็น ข และ ค เป็นเสียหมด กลายเป็น อักษรเกิน ภายหลังจึงมีการชำระการเขียนใหม่ และปลดเกษียณทั้ง ฃ และ ฅ ในเวลาต่อมา

ขอขอบคุณ ราชบัณฑิตยสถาน ที่เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีด้วยครับ
และขอบคุณอาจารย์(ไม่เอ่ยนาม)มากๆ ทีช่วยไขข้อข้องใจให้ผมครับ

ปล. ปัญหาโลกแตกจริงๆ