ThaiThai

ที่จริงแล้ว ผมตั้งใจจะทำหัวข้อนี้ตั้งแต่วันจันทร์ที่แล้ว ซึ่งพอเหมาะพอเจาะกันพอดี เพราะเป็นวันครอบครัว แต่เนื่องด้วยความไร้ประสิทธิภาพในการจัดระเบียบชีวิตของเจ้าของบล็อก ที่ปล่อยให้ความขี้เกียจแทรกซึมตั้งแต่รูขุมขน ลุกลามไปทั่วร่างกาย จึงได้ฤกษ์มาปล่อยในค่ำคืนนี้ที่ร้อนจนไม่อยากหลับ

.


.

ช่วงสงกรานต์ผมเชื่อแน่ว่า หลายคนคงได้กลับไปยังมาตุภูมิ และหลายๆครอบครัวคงได้มีโอกาสได้รวมตัวกันเป็นครอบครัวใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่แตกหน่อไปทำงานหาเลี้ยงชีพนอกถื่นฐาน กันมาทั้งปี เรียกว่าสุขสันต์หรรษาชื่นมื่นกันไป

ด้วยเหตุผลที่ลักษณะสังคมไทย เป็นสังคมที่ครอบครัวอยู่รวมกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา เป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งต่างจากประเทศตะวันตกอย่างสิ้นเชิง ที่มีลักษณะทางสังคม เป็นรูปแบบของครอบครัวเล็ก มีเพียงพ่อ แม่ ลูกเท่านั้น (แต่ก็ไม่ใช่ทุกครอบครัวเสมอไป) แน่นอน มันมีผลโยงใยยั้วเยี้ยไปถึงภาษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางสังคม จะเห็นได้ว่า ในภาษาไทย มีคำเฉพาะไว้สำหรับเรียกวงศาคณาญาติ มากกว่าในภาษาอังกฤษ หรือภาษาตะวันตกอื่นๆ (อันนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ ใครมีข้อมูลเพิ่มเติมช่วยเสริมได้นะครับ)

ในภาษาไทย คำที่ใช้เรียกญาติก็มีที่คุ้นหูบ่อยๆ ในปัจจุบัน เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย อา น้า ลูก หลาน เหลน โหลน ลื่อ ลูกเขย พี่สะใภ้ พ่อตา แม่ยาย อู้ยยย เยอะแยะไปหมด ดูน่าเวียนหัวจริงๆ

ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด คนส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจ และก็เรียกรวมๆว่า เป็นเครือญาติ ของเรา แต่ถ้าดูจากนิยาม และที่มาของคำว่า ญาติ ซึ่งมาจากภาษาบาลีแล้ว คนที่เป็นญาติจริงๆ ของตัวเรา จะมีด้วยกันทั้งสิ้น ๗ ชั่วโคตร เท่านั้น

ญาติ หรือ relatives หมายถึง คนในวงศ์วานที่ยังนับรู้กันได้ทางเชื้อสายฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่ เป็นคำมาจากภาษาบาลี ที่มาจากฐานศัพท์เดิม คือ ญาต ที่แปลว่า รู้แล้ว หรือ อันที่เขารู้แล้ว ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า อนุญาต เช่นกัน คำว่า ญาติ อ่านได้ ๓ แบบ คือ ยาด , ยา-ติ และ ยาด-ติ


โดยวิธีการนับ ๗ ชั่วโคตรที่ถูกต้อง คือ นับจากเราขึ้นไป ๓ ชั่วคน และก็นับจากเราลงไปอีก ๓ ชั่วคน ได้แก่

(๑) ปู่ทวด ย่าทวด ตาทวด ยายทวด ของเรา
(๒) ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา
(๓) พ่อ แม่ ของเรา
(๔) ตัวเราเอง รวมถึงพี่ น้องของเรา ที่มีพ่อและแม่คนเดียวกัน
(๕) ลูกของเรา
(๖) ลูกของลูกของเรา หรือ หลานของเรา
(๗) หลานของลูกของเรา หรือ เหลนของเรา

โดยญาติทั้ง ๗ ชั่วโคตรนี้ ถ้าจะเรียกให้ละเอียดหน่อยก็คือ เป็น "ญาติสายตรง"

ซึ่งในสมัยอดีต หากเราไปทำผิดอะไรร้ายแรง และุถูกสั่งให้ต้องโทษประหาร ๗ ชั่วโคตร คนที่ผมไล่้ๆมาทั้งหมดนี่ก็ซวยไปตามๆกัน

ขณะที่ น้า อา โหลน ลูกเขย พี่สะใภ้ ฯลฯ ไม่ถือว่าเป็นญาติสายตรงของเรา แต่อาจเรียกได้เป็น ญาติโดยอ้อม คือ เป็นญาติ ของญาติเราอีกที ซึ่งอาจจะเป็นคนที่มีต้นตระกูลเดียวกับเรา หรือไม่ใช่ก็ย่อมได้ ดังนั้น ที่มีการตัดสินประหาร ๗ ชั่วโคตร พวกนี้ก็จะรอดไว้สืบสกุลกันต่อไป

แต่อย่างที่ทราบภาษามีการพัฒนา เปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย ยุคเปลี่ยน ความหมายของคำบางคำแต่เดิมก็อาจเปลี่ยนไป ก็เอาเป็นว่าสะดวกใช้ สะดวกเรียกอย่างไร ก็ใช้ไปเถอะ หากเราสื่อสารกับผู้รับสารเข้าใจก็คงจะเพียงพอแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ควรคำนึงถึงกาลเทศะในการใช้เป็นที่ตั้ง



.

.

.

ความรู้สึกจากเบื้องลึก ก้นบึ้งของหัวใจ (Freeze Event)

คำเตือน ทั้งหมดทั้งมวลที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ไม่ได้มีการตรวจสอบความถูกต้องทางภาษาแต่อย่างใด อย่านำรูปแบบภาษาที่เห็นไปใช้เป็นนิสัยโดยเด็ดขาด และถ้าเกิดใครไม่อยากอ่าน ก็ข้ามไปเถอะ มันไม่มีสาระอะไรเลย เตือนแล้วนะเออ

 

วันนี้ (ยี่สิบ เมษายน) ผมได้ไปเล่นเป็น Freezer กับเขาด้วยละ สนุกมากๆ ยิ่งเห็นคนแบบงงๆ ว่า เอ๊ะ อีพวกนี่มันเล่นบ้าอะไรกัน มันได้อารมณ์แบบ สะใจๆๆ

เจ็ดโมงครึ่ง - ตื่นนอนด้วยความงัวเงีย มานั่งปั่นโครงการรักการอ่านส่วนตัวต่อให้เสร็จก่อนเปิดเทอม แต่ขณะที่นั่งคิด นั่งทำไป ใจก็เต้นตุบๆตับๆไว้

เที่ยง - ทานส้มตำปลาร้า เติมพลังก่อนไป freeze ดูศึกสิบสองราศีไปด้วย เป็นเทปที่หากินได้น่าเกลียดมากๆ แต่ทึ่งในความสามารถในการเขียนตัวอักษรภาษาไทยของพี่คริสตี้จริงๆ เขียนเรียบร้อยสวยงามกว่าคนไทยจริงๆซะอีก

บ่ายโมง - เพื่อนที่นัดโทรจิก ถามว่าอยู่ไหน เลยต้องรีบออกมาจนแทบจะไม่ได้หยิบอะไรติดตัวไปเท่าไหร่เลย นอกจากมือถือกับกระเป๋าสตางค์

บ่ายสอง - ถึงหน้าสยามเซ็นเตอร์ โทรหาเพื่อน เพื่อนบอกอยู่มาบุญครอง ในใจคิด ดีจริงๆ ใกล้ที่นัดหมาย ไม่สายแน่ๆ เลยเดินข้ามทางเชื่อมบีทีเอส ตรงหน้าสยามดิส ไปมาบุญครอง

บ่ายสองสิบ - ไปรอเพื่อนที่แมคโดนัลด์ สั่งของกิน ทั้งๆที่ไม่ได้อยากกิน แต่เกรงใจ เลยสั่งไปหมดไปครึ่งร้อย เพื่อนก็มา แต่แม่ง ดันเอาพี่ชาย กับพี่สาวมาด้วย ก็นังคุยกันสักพัก และเพื่อนก็บอกทำนองว่า พอดีพี่จะรีบกลับ ไปทำธุระต่อ ไปๆมาๆก็คือผมถูกโดดเดี่ยว เลวที่สุด เวลานั้นใจหนึ่งก็อยากกลับ เพราะไม่มีเพื่อนไปด้วย เสือกนัดคนเดียวอีกกู เอาไงวะ นึกได้ มีเพื่อนอีกคนเรียนพิเศษแถวสยาม เลยโทรไปถาม แต่ดันเลิกเรียนห้าโมงเย็น เวร งานเข้า เอาวะ ไหนๆก็ไหนๆ The show must go on

บ่ายสองสี่สิบห้า - เดินไปแถวๆทางเชื่อมบีทีเอส ก็เดินวนไปวนมาหากลุ่มฟรีซ หาคนหน้าคล้ายคุณเปเป้ หาไปหามา เจอกลุ่มหนึ่งนั่งรอแถวๆบันไดทางเข้าสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ แต่ก็ไม่แน่ใจ กำลังจะไปถาม โทรศัพท์เข้า ปรากฏว่าความหวังครั้งใหม่เกิดขึ้น เพื่อนอีกคนโทรมาบอกอยู่อนุึสาวรีย์ชัย ก็เลยเล่าภารกิจให้ฟัง และก็เอ่ยปากชวน มันก็บ่ายเบี่ยงไม่อยากมาเล่น บอกไม่กล้า ก็เลยด้วยความรำคาญ บอกกลับไป แล้วแต่แกละกัน สุดท้ายมันก็มานะ แต่มาโน่นเกือบห้าโมงเย็น ไม่รู้ขี่เกวียนมาหรือเปล่า

บ่ายสาม - ฟังพี่โปจิ (http://takathenec.exteen.com/) ชี้แจง พอพี่โปจิเริ่มพูด ก็เริ่มมีคนที่รอดูเชิงคนอื่นๆเข้ามาสมทบ จนกลายเป็นวงใหญ่มาก คนที่ผ่านไปผ่านมาก็ผิดสังเกต ว่าเอ๊ะ อีพวกนี้มาทำอะไรกัน ที่น่าประทับใจคือมีชาวต่างชาติมาร่วมด้วย มาเป็นครอบครัวเลย คุณพี่โปจิ และทีมงานก็เชคแฮนด์ ทักทาย อธิบายเป็นการใหญ่ จากนั้นสักพักใหญ่ๆ คุณพี่เปเป้ เสื้อเขียว ต้นคิดก็มา และก็คุณวาวาก็มา เป่าเสียงสัญญาณให้ฟัง จากนั้นก็แยกย้าย เพื่อมารวมกันอีกครั้งตอนบ่ายสี่โมง

บ่ายสามครึ่ง - ระหว่างรอผมก็คุยโทรศัพท์กับเพื่อนสักพัก ก็เดินเข้าไปตากแอร์ในสยามดิส ดูจอที่เขาฉายงานบิ๊กแบงตรงลานสยามดิสด้วย ระหว่างยืนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก็ได้มีชาวต่างชาติเป็นผู้ชายสองคนเข้ามาถามเป็นภาษาอังกฤษ ทำนองว่า ผู้ชายพวกนั้นมันเป็นใคร ทำไมมีแต่เด็กผู้หญิงไปวี้ดว้ายพี่แกกันนัก ผมก็ เอาละสิกู กูจะคุยกับมันรู้เรื่องมั้ยเนี่ย ก็เลยพูดตอบไปตามหลักสูตร snake snake fish fish ทำนองว่า มันคือวงบิ๊กแบง เป็นบอยแบนด์ มาจากเกาหลี ป๊อปมากในกลุ่มก่อนวัยรุ่น และวัยรุ่นผู้หญิงในบ้านเรา ชาวต่างชาติสองคนนั้นก็อืมๆๆ โอ้ พระเจ้า มันฟังเราออกด้วย จากนั้นมันก็แต๊งส์ๆๆ และก็ยืนคุยกับเพื่อนเขาต่อ ผมก็ยืนคิดอะไรต่อ ดูนาฬิกา พอใกล้เวลาก็เดินออกมาที่จุดนัดพบ

บ่ายสามห้าสิบห้า - ถึงที่หมายอีกครั้ง ก็ทำเป็นเดินไปเดินมา ยืนดูถนนตรงบันไดทางขึ้น และสักพัก...

สี่โมงเย็น - เสียงฟรุ้ต จากคุณวาวาดังขึ้น เอาละสิกู ยังไม่ทันเตรียมท่าเลย ก็เลยแข็งทั้งที่ยืนอย่างนั้นแหละ กะจะเอาโทรศัพท์ออกมาทำเป็นดูข้อความซะหน่อย จะได้ดูเวลาไปด้วย อดเลย ตอนนี้แข็งแล้ว ดั๊นลืมว่า เข้าห้ามกรอกลูกตาไปมา เลยรีบขยับลูกกะตา หาจุดโฟกัส ในที่สุดก็ค้นพบจุดโฟกัส คือ ป้ายหน้าห้างโตคิว ก็ถือว่า สบายๆ แต่รู้สึกว่ามันจะไม่ถึงห้านาทีนะ ที่ผมแข็ง เพราะไม่ได้รู้สึกเมื่อย หรือเกรงเท่าไหร่

สี่โมงกว่าๆ - พอหลุดฟรีซ ก็ทำเป็นเดินไปเดินมาหาจุดไปต่อไม่ได้ ฮ่าๆๆๆ ก็เลยเดินลงไปข้างล่าง ก็มืการปรบมือ เย้ๆ ละก็คุณโปจิก็ดำเนินการต่อไป จนมีเสียงเรียกร้อง เอาอีกๆๆๆ จึงมีแผนไปฟรีซกันต่อที่ลาน พาร์คพารากอน ตอนห้าโมงครึ่ง

สี่โมงยี่สิบ - โอ้พระเจ้า เหลือเวลาตั้งชั่วโมงกว่าๆ ไม่รู้จะทำอะไร ก็เดินลัดเลาะจากสยามดิส มาเรื่อยๆ จนถึงสยามเซ็นเตอร์ ความรู้สึกตอนนั้นคือ แม่ง วันนี้มันจะจัดงานอะไรกันนักหนาวะ แย่งซีนฟรีซหมด ก็เล่นมีทั้งงานบิ๊กแบง งานของดีเจซี้ดขายของ หาคนแข่งไมค์ไอดอล ฯลฯ แต่ก็ดูจะฟุ้งซ่านไป เลิกคิดๆ ไปเดินลัดเลาะมาเรื่อยๆ จนถึงพารากอน ก็เลยมุ่งหน้าไปจุดประจำที่ ร้านคิโนะ ตรงชั้นสามเทียม ก็ไปยืนอ่านหนังสือพี่ดี้จนสักพัก เพื่อนก็โทรมา บอกอยู่เรดแมงโก้ ก็เลยถามว่า จะฟรีซด้วยกันหรือเปล่า เพราะตอนนั้นคิดในใจแล้วว่า กูไม่ต้องง้อพวกมึงแล้ว ผ่านมาหนึ่งสมรภูมิ ด้านเต็มที่แล้วมึง พอพวกมันได้ยินเช่นนั้น ดูเหมือนจะไม่มีรีรอที่จะบอกว่า กูขอดูละกัน เออ ตามใจ

ห้าโมงสิบ - ผมก็เดินลัดเลาะลงมา จนถึงลานน้ำพุ พาร์คพารากอน ก็มานั่งใกล้ๆ รอฟรีซ แถวๆน้ำพุ กับพี่คนหนึ่ง ซึ่งแกมาจากอีกเว็บ (จำชื่อเว็บไม่ได้) แกชื่อพี่ลิ้ม ก็คุยกันทั่วไป แบบคนเพิ่งรู้จักกัน ก็สนุกสนานกันไป งานนี้ก็เลยได้คนช่วยคุยเพลิน ฆ่าเวลากันไป จนพอถึงเวลา...

ห้าโมงยี่สิบห้า - คนเริ่มมากขึ้นจนผิดหูผิดตา และส่วนใหญ่ก็เกาะกลุ่มอยู่แถวๆนั้น ในฐานะคนที่รู้ อย่างผม ก็รู้สึกว่า มันจะผิดสังเกตไหมหว่า ก็เลยทำเป็นเดินไปทั่วๆ อ่านเมสเสจบนมือถือไปอย่างนั้น และก็คอยชำเลืองมองพี่จักร ซึ่งจะเป็นคนชูหมวกให้สัญญาณฟรีซ และก็พอสักพัก อาจารย์ศุภเดช จากแบไต๋ (http://www.beartai.com) ก็มาชูนิ้วบอกเวลาด้วย ก็เลยมองๆจากอาจารย์แกอยู่เหมือนกัน พอบทจะได้เวลา ก็ฟรีซกันซะอย่างนั้น เหมือนเดิม ผมไม่ได้เตรียมท่าตามเคย กลายเป็นว่า ยืนท่าไหน กูก็ฟรีซท่านั้น จังหวะยืนหันหน้าไปทางสยามเซ็นเตอร์ซะด้วย แม่งมองขึ้นไปข้างบน อ่าว เช็ด เพื่อนกูนี่หว่า แม่ง มันมองมาจากข้างบน ผมก็เกือบหลุดเหมือนกัน ก็พยายามกลืนน้ำลายแบบแนบเนียน แต่ก็เกือบหลุดอีกรอบ ก็อีตอนคนที่มาถ่ายรูป และก็มาป่วนคนรอบๆตัวผม เห็นมีคนหนึ่งเอาเท้าเหมือนจะยันคนที่ฟรีซอยู่ และก็หัวเราะกับเพื่อนในกลุ่มที่เดินผ่านไปมา ผมก็เอาแล้ว ต่อมฮาทำงาน แต่ท้ายที่สุด ก็รอดจุดๆนั้นมาได้ จากนั้นก็ฟรีซไปเรื่อยๆ ก็มีคนมาถ่ายรูปผมบ้าง แชะๆ ผมก็ทำไม่รู้ไม่ชี้่ ฟรีซกันต่อไป ครั้งนี้ยาวนานกว่าครั้งแรก แต่ก็ทนได้จนหลุดฟรีซ

ห้าโมงสี่สิบห้า - ผมก็ไปต่อแถวรอเซ็นชื่อเพื่อลงเป็นเครดิตตอนท้าย แน่นอนมาแล้ว ต้องขอสอดแทรกสักนิด ก็ระหว่างต่อแถว ก็เผอิญไปเจอ GJ.SONY แห่้ง G SQUARE รายการที่ผมดูอยู่บ้าง ในฐานะคนเล่นเกมนิดๆหน่อยๆ ก็เลยอาศัยความหน้าด้าน ไหนๆก็ไหนๆ ทักพี่เขา พี่เขาก็น่่ารักมาก กันเองดี แต่เพื่อนของพี่เขากันเองกว่า ชวนผมคุยตลอดเลย เพราะพี่แกต่อแถวอยู่หลังผม ก็คุยไปมา คุณโปจิ กับคุณเปเป้ ก็มาพูดๆๆๆ ขอบคุณ อย่างฮา และทั้งสองก็กอดคอก้อมขอบคุณอีกครั้ง เสียงปรบมือ โห่ฮิ้ว คึกคักดี อารมณ์แบบอบอุ่นจริงๆ นี่ขนาดผมไม่รู้จักใครในงานเลยนะ ไม่เจอชาวเอ็กซ์ืทีนเลยสักคน (มันน่าน้อยใจในโชคชะตาตัวเองจริงๆ) แต่ก็รู้สึกเช่นนั้น สักพักก็ถึงคิวผมลงชื่อ ผมก็เสือกมือไว ลงชื่อนามแฝง ไปซะงั้น แทนที่จะลงชื่อจริงๆ แต่เอาเถอะ เขียนไปแล้ว ช่างมัน นามแฝงผม ก็คือชื่อบล็อกนี้แหละครับ แต่ตัดคำว่าบล็อกทิ้งไป

หกโมง - หลังจากลงชื่อเสร็จผมก็บอกลาพี่โซนี่ และก็ขึ้นไปหาเพื่อนที่สยามเซ็นเตอร์ และก็คุยๆกันสักพัก ตรงแถวๆทางเดิน และก็แยกย้ายกลับบ้าน พอลงมา เห็นเจ็ดเก้ามาจอดรอท่าหน้าป้าย งานนี้เพื่อนก็เพื่อนเถอะ กูไม่บ๊ายบายพวกมึงแล้ว รีบกระโดดลงบันไดอย่างเร็ว ขึ้นรถเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ ระหว่างทางกลับ ก็มีสายโทรมาเป็นระยะๆ ถามบรรยากาศ ระหว่างตอบพวกมันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก็แอบแช่งพวกมันไปด้วย ปล่อยกูไว้เดียวดาย วันหลัง มีเอาคืนแน่!!!

ท้ายที่สุด ขอบคุณ พี่เปเป้ เสื้อเขียว ต้นคิด , พี่โปจิ เสื้อแดง หัวทอง ที่ดูจะเต็มที่มากๆ , พี่ลิ้ม ที่มาเป็นเพื่อนคุยฆ่าเวลา , คนอื่นๆที่พูดคุยกับผมด้วย และก็ขอบคุณเพื่อนที่ทิ้งให้โดดเดี่ยว ทำให้ผมได้มีโอกาสไปเจอไปคุยกับคนอื่นแบบไม่ต้องกังวลกับอะไร

.

.

บล็อกอื่นๆ
http://paepae.exteen.com/20080420/freeze
http://plugnaja.exteen.com/20080420/freeze
http://peterben.exteen.com/20080420/freeze
http://turbow.exteen.com/20080420/5-m-i-n-s-f-r-e-e-z-e-b-k-k
http://ifew.exteen.com/20080420/freezeeeee-vdo
http://maroommatum.exteen.com/20080420/entry
http://framekung.exteen.com/20080420/thailand-first-freeze-o-o
http://darkzeus.exteen.com/20080420/freeze-2
http://takathenec.exteen.com/20080420/project-freeze-complete
http://kcard.exteen.com/20080420/entry
http://panda128.exteen.com/20080420/freeze

คลิป Official ของ Bangkok Freeze ใครอยากเห็นบรรยากาศ ดูซะ
ถ้าส่้องหาผมในคลิปเจอ ขอให้ถูกหวยรางวัลที่สองนะ (รางวัลที่หนึีง ผมขอ ฮ่าๆๆ)

ข่าวสารอื่นๆ รวมถึุงกิจกรรมต่อๆไป ติดตามได้ที่
http://viralthai.ning.com/

ใครอยากสนุกแบบนี้ด้วย ไป join ได้ที่เว็บข้างบนนะครับ

เอนทรีนี้เป็นอีกหนึ่งเอนทรีประวัติศาสตร์ของผม เพราะเป็นเอนทรีที่ผมอัพขึ้นเช้าที่สุด เรียกว่าแหกขี้ตาขึ้นมาอัพกันตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน ด้วยความตั้งใจว่าปีนี้กะจะมาเล่นสงกรานต์ในเอ็กซ์ทีนอย่างเต็มที่ แต่เวลาไม่เอื้อ เพราะปีนี้สงกรานต์ชาวบ้านเขาหยุดพักผ่อนกัน แต่ผมต้องลากยาวทำงานแทนคนอื่นๆที่เขาชิ่งหยุดไปล่วงหน้า (เศร้าที่สุด) อย่างวันนี้ ผมก็ต้องทำงานควบกะ คือตั้งแต่สิบโมงเช้า ลากถึงสองทุ่ม (เปิดยันปิด) ได้พักทานข้าวตอนบ่ายสามชั่วโมงเดียว ถึงแม้จะดูโหดๆยังไงชอบกล แต่ก็นะ ทำเยอะ ก็ได้ตังค์เยอะ งานนี้ถือว่า คุ้ม!

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปี ที่เจ้าของบล็อกไม่ได้เปียกน้ำ ชุ่มฉ่ำ ไปกับเทศกาลที่หลายคนอาจจะมีความสุขกัน แต่ถึงแม้ปีนี้จะร้อนกายเพราะไม่ได้เล่นน้ำ แต่ผมก็เย็นใจและก็มีความสุขดี เพราะผมก็ยังมีอะไรอย่างอื่นทำ ไม่ให้ชีวิตดูจืดชืดเหงาหงอยจนเกินไป อย่างน้อยงานที่อยู่ตอนนี้ก็เป็นงานที่ให้ความสุขกับเด็กๆ และก็ครอบครัวที่แวะเวียนมา เพราะถึงแม้หลายคนจะสนุกสนานไปกับเทศกาลนี้ด้วยการเล่นน้ำกัน แต่ก็มีอีกหลายคน หลายครอบครัว เลือกที่จะพักผ่อน จะสนุกด้วยการไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ผ่อนคลายอิริยาบถ ในสถานที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งยังต้องทำงาน (อย่างผมเป็นต้น) ดังนั้น ก็ขอฝากในทำนองเดียวกับบล็อกของคุณเปเป้ และอีกหลายๆบล็อกที่ไม่ได้กล่าวถึง (ขอโทษด้วยนะครับ) ว่า ถ้าเห็นคนที่เขาไม่ได้อยากเล่นกับเรา เช่น ใส่สูท ผูกเนคไท แต่งเครื่องแบบที่ดูทางการ ใส่ชุดนักเรียน นักศึกษา หรือดูแล้วสังขารเขาไม่ไหวมาเล่นกับเราแน่ๆ ก็ไม่ต้องไปสงเคราะห์ความสนุกให้เขานะครับ เพราะผลมันกลับตาลปัตรกัน ขอร้องเถอะครับขอร้อง เราคนไทยด้วยกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย อย่าให้ความสนุกมันเกินเลย จนไม่รู้อะไรเป็นอะไร อย่างไอ้พฤติกรรมละลายแป้งเอาจนเขามองไม่เห็น เพราะแป้งเข้าตา หรือแอบจับเล็กจับน้อยสาวๆ จนถึงขั้นลวนลาม หรืออื่นๆ ก็เลิกๆไปเถอะ
.

.

.
พูดถึงเรื่องกลับต่างจังหวัด จริงๆแล้วผมก็ไม่ใช่คนกรุงเทพฯหรอกนะครับ ก็มีบ้าน มีศูนย์รวมของครอบครัวใหญ่ของผมอยู่ที่เชียงใหม่ (เป็นละอ่อนเหนือครับ) แต่ช่วงสามสี่ปีมานี้ก็ไม่ได้กลับไปที่นั่น ในช่วงสงกรานต์เลย ก็ได้แต่โทรไปคุย และก็รดน้ำดำหัวย่าผ่านทางโทรศัพท์ รวมถึงรวดร้องสุขสันต์วันเกิดให้ท่านไปพร้อมๆกันด้วย ปีนี้ท่านก็อายุเจ็ดสิบเก้าเต็ม ย่างแปดสิบแล้ว ขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรงมากๆนะครับ

ยิ่งวันนี้วันผู้สูงอายุ วันของท่านด้วย ก็ขอให้มีความสุขเป็นทวีคูณนะครับ (ลูกหลานอยู่กันพร้อมหน้าขนาดนั้น คงไม่ต้องพึ่งคำอวยพรจากผมแล้วละมั้ง)

และเท่าที่ถามไถ่ในปีนี้ ก็ทราบมาว่า ญาติคนอื่นๆเขากลับไปเชียงใหม่กันหมดเลย มีครอบครัวผมครอบครัวเดียวไม่ยอมกลับขึ้นไป จนเขาจะบอยคอตกันถ้วนทั่วแล้ว ก็เลยเอ่ยปากไปพล่อยๆว่า ปีนี้ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยดังๆได้ จะขึ้นเชียงใหม่อีกรอบ (ส่วนตัวผมเคยขึ้นไปแล้ว เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา แต่ครอบครัวไม่ได้ไปด้วย) เขาก็หัวเราะร่วนกัน ก็เหมือนแซวกันเล่นๆสนุกสนาน ไม่มีอะไรมากมาย
.

.

.
พูดถึงสงกรานต์ ที่เชียงใหม่ ขอบอกเลยว่าเป็นที่ที่ผมเล่นแล้วสนุกที่สุด โดยเฉพาะการเล่นกันท้ายรถกระบะ และก็ขับไปรอบๆคูเมือง ดูเหมือนอันตราย แต่ผมก็ว่าไม่นะ ถ้าเราเล่นแบบมีขอบเขต เพราะพอไปถึงตรงนั้นรถมันก็ชะลอๆ ค่อยๆไปเป็นเต่าคลานอยู่แล้ว จุดนั้นแหละ โอ้พระเจ้า เดี๋ยวน้ำอุ่น น้ำเย็น เดี๋ยวน้ำคูเมือง สาดกันมากระหน่ำซัมเมอร์เซลจริงๆ แล้วแบบแถวๆนั้นเขาก็จะเปิดเพลงสงกรานต์พื้นเมือง ซึ่งได้บรรยากาศมากๆ รู้สึกว่ามันเป็นสงกรานต์ที่แบบอบอุ่น สนุก และมีความสุขจริงๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเจ็ดถึงแปดปีให้หลังจากที่ผมเล่นคราวนั้น จนถึงตอนนี้ บรรยากาศจะเป็นเช่นนี้อยู่หรือเปล่า หรือจะเปลี่ยนเป็นเพลงดิ้นแด่วๆ ฮิปฮอป ก้านคอคลับไปเสียหมดแล้ว เอะอะอะไรก็ "เปียกอับชื้น"

ส่วนใครอยากจะม่วนไปกับเพลงสงกรานต์พื้นเมืองอย่างคนเหนือ ก็เชิญสดับรับฟัง พร้อมเนื้อด้านล่างเลยครับ


เพลง ปี๋ใหม่เมือง



ปี๋ ใหม่เมืองเฮากะมาถึงแล้วน่อ ดำหัวแม่ป้อป้าลุงอุ้ยเฮาดีกว่า
ประเพณีบะเก่าของเฮาสืบมา เข้าวัดเข้าวาตักบาตรทำบุญ
ก๋ำสะหลุงใส่ข้าวตอกดอกไม้ ฮื้อเปิ้นได้จื่นใจ๋ตี้หมู่เฮาฮู้คุณ
เตวะบุตรเตวะดาเปิ้นมาอุดหนุน อันก๋านทำบุญตึงบ่อมีวันปุ๊ดตึน
เปิ้นปั๋นปอน เฮาก่อยกมือไหว้ เย็นอ๊กเย็นใจ๋อายุมั่นขวัญยืน
อยู่ดีกิ๋นดี ตึงยามนอนยามตื่น ใจ๋บานใจ๋จื่นปันใหญ่ปันสู
ปี๋ใหม่เมืองเฮาก่อมาถึงแฮ๋มแล้ว งามตึงดอกแก้ว งามตึงดอกหางนกยูง
ชุดผ้าเมืองเฮาก่อปากั๋นนุ่ง ก๋ำขันสะหลุงน้ำส้มป่อยไปดำหัว


เพลง แอ่วปีใหม่เมือง



( ชาย + หญิง ) ปี๋เก่าก็ล่วงไปแล้ว ปี๋ใหม่แก้วก็มาฮอดมาเติง
ประเพณีปี๋ใหม่เมืองเฮา ทั้งหนุ่มเฒ่าเฮาล้วนร่ำเปิง
ต่างก็แห่ฟ้อนรำตามเจิง สำราญรื่นเริงร่วมกันเล่นน้ำ

( หญิง ) ปี๋แล้วมีตุ๊กข์มีเศร้า พอสิ้นปี๋เก่าเฮาขอลืมมัน
ปี๋ใหม่เมืองเฮาสำคัญ กึ๊ดดีม่วนงันสุขสันต์กันไป

( ชาย ) ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา ต่างไปสู่วัดวาพากันฟังเตสน์ธรรม
ดื่มด่ำผลบุญอุ่นใจ๋ ร่วมงานบุญสุนทานอันดี
ประเพณีขนทรายทั่วไป ได้แอ่วม่วนใจ๋ได้ผลบุญนำ

( ชาย + หญิง ) ปี๋เก่าก็ล่วงไปแล้ว ปี๋ใหม่แก้วก็มาฮอดมาเติง
ประเพณีปีใหม่เมืองเฮา ทั้งหนุ่มเฒ่าเฮาล้วนร่ำเปิง
ต่างก็แห่ฟ้อนรำตามเจิง สำราญรื่นเริงร่วมกันเล่นน้ำ

( หญิง ) ดำหัวคนเฒ่าคนแก่ คุณป้อคุณแม่เคยเลี้ยงเฮามา
ครูตี้อบรมวิชา ขอไปสูมาไหว้สาความดี

( ชาย ) ฟังคำตี้เปิ้นปั๋นปอน หื้อเฮาอยู่ถาวร ยืนยาวร่มเย็น
เปรียบเป๋นผลบุญมั่งมี แอ่วกันไป รดน้ำกันไป
แห่กันไป ขนทรายม่วนดี ร่วมหมู่เฮานี้ ตลอดปี๋เฮาจ๋ำ

( ชาย + หญิง ) ปี๋เก่าก็ล่วงไปแล้ว ปี๋ใหม่แก้วก็มาฮอดมาเติง
ประเพณีปีใหม่เมืองเฮา ทั้งหนุ่มเฒ่าเฮาล้วนร่ำเปิง
ต่างก็แห่ฟ้อนรำตามเจิง สำราญรื่นเริงร่วมกันเล่นน้ำ
.

.

.
สุดท้าย เหมือนจะจบแล้ว แต่ยังครับ ขอเล่าภาพที่ผมนั่งรถกลับจากทำงานเมื่อวานนี้ (สิบสอง เมษายน) ให้ฟัง คือผมก็นั่งรถกลับบ้านปกติ จากเซ็นทรัลเวิลด์ ไปลงเชิงสะพานปิ่นเกล้าฝั่งธนบุรี ระหว่างทางก็ผ่านราชดำเนิน ตรงแยกคอกวัวด้วย ผมนั่งหน้าต่างริมซ้ายก็เห็นไม่ชัดเท่าไหร่หรอกครับ ก็พยายามมองอยู่ว่าบรรยากาศปีนี้เป็นอย่างไร เห็นแล้วก็มีความสุขไม่กับเขานะครับ เพราะว่าดูมันคึกคัก สนุกสนานมากๆ คนล้นออกมาทางบางลำภู ราชดำเนินเต็มไปหมด แต่ก็แอบสะดุดตาเล็กน้อย ตรงเด็กกลุ่มหนึ่ง มากันเป็นแก๊งเลย เท่าที่กะประมาณด้วยสายตา น่าจะประมาณประุถมห้า ถึงช่วงมัธยมต้น จริงๆก็ไม่แปลกอะไรหรอกครับที่เด็กๆ มาเล่นน้ำกันช่วงกลางค่ำกลางคืน สำหรับสมัยนี้ แต่ที่แอบฮา คือ น้องแกห้าหกคน เล่นย้อมหัวทอง หัวแดงกันยกกลุ่ม แล้วผมก็เหลือบไปเห็นชายต่างชาติร่างสูง ที่เขาหัวทองโดยธรรมชาติ คือผมไม่ได้ดูถูกคนไทยด้วยกันนะครับ ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น

แต่ภาพที่ผมเห็น คนหนึ่งสูงขาว หน้ามีกระ ขนขยุกขยุยตามแขน หน้าอก คือดูแล้วเออ มันก็ปกติ แต่ผิดกับกลุ่มเด็กๆ ที่สูงก็ไม่สูง ผอมๆ ผิวคล้ำ หน้าหาพบได้ตามตลาดสด หัวเกรียนๆ และก็บนหัวมีผมสีทอง ที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ แต่มาจากการสังเคราะห์ทางเคมี คือถ้าอ่านตามแล้วนึกภาพออก คุณจะรู้สึกว่า มันไม่ใช่อะจอร์จ มันไม่ใช่

คือทำไปแล้วมันไม่มีความเหมาะสม ก็อย่าไปทำเลย เข้าทำนองเห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง

และเท่าที่ผมรู้มาก็คือว่า การที่เรามีผมสีดำนี่ถือว่าดีที่สุดแล้ว คนที่มีผมสีดำ จะพบได้แถบๆเมืองร้อน เพราะร่างกายไม่จำเป็นต้องดึงโปรตีนไปแปลงเป็นไขมันเพื่อไปอบอุ่นร่างกาย ดังนั้นโปรตีนจึงถูกเอาไปใช้ซ่อมแซมส่วนรที่สึกหรอ รวมถึงไปเลี้ยงส่วนต่าง ซึ่งเส้นผมของเราก็คือหนึ่งในนั้น และการที่มีผมสีดำ นั่นก็คือเรามีเส้นผมที่แข็งแรง มากกว่า คนที่มีผมสีน้ำตาล สีทอง หรือกระทั่งขาวทั้งหัว เมืองพวกคนเมืองหนาว ซึ่งแน่นอนว่าผมเขาก็แข็งแรงสู้เราไม่ได้ เพราะมีโปรตีนส่งไปเลี้ยงเส้นผมไม่มาก

ขณะที่ถ้ามองในแง่พันธุกรรม ผมสีดำ ถือเป็นลักษณะเด่น ขณะที่ผมสีทอง ถูกจัดให้เป็นลักษณะด้อย ดังนั้น ผมสีดำธรรมชาติของเรานะ ดีที่สุดแล้ว

และการที่เราไปย้อมผม โดยเฉพาะเด็กๆด้วย จะทำให้หนังศีรษะ เส้นผมของเรามีปัญหาได้ง่ายๆ ถ้าเจอยาย้อมดีๆ ก็ดีไป แต่ถ้าไปเอาอะไรก็ไม่รู้มาย้อม งานเข้าแน่ๆ

แต่สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราๆท่านๆ (ไม่เกี่ยวกับผมนะ ผมยังวัยรุ่น) ถ้าการย้อมผม ทำให้คุณดูดีขึ้น เหมาะกับรูปแบบชีวิต และการทำงาน ก็ทำไปเถอะครับ แต่ทำแล้วน่าเกลียดก็อย่าไปทำ มีแต่เสียกับเสีย เสียทั้งสุขภาพหนังศีรษะและเส้นผมของคุณ เสียทั้งสุขภาพจิตคนมอง
.

.

.
ท้ายที่สุดอยากแต่งกลอนสักบท แต่ดูเวลา ต้องรีบไปทำงานแล้ว เดี๋ยวจะเข้าสาย ก็ขอจบดื้อๆตรงนี้เลยละกันนะครับ

สวัสดีปีใหม่ไทยครับผม
.

.

.


ปอลอหนึ่ง ใครมาสาดน้ำไว้ที่บล็อกผม เดี๋ยวช่วงกลางคืนผมสาดกลับนะครับ (ไม่ยอมเปียกฝ่ายเดียวอยู่แล้ว)
ปอลอสอง เอนทรีนี้รีบคิด รีบพิมพ์ อาจจะมีผิดพลาดตกหล่นเยอะ ขออภัยด้วยนะครับ เดี๋ยวกลางคืนจะกลับมาตรวจทานแก้ไขอีกครั้ง
ปอลอสาม ขอบคุณเพลงแอ่วปี๋ใหม่เมืองจากไอมีมของใครก็ไม่รู้ แต่ขอบคุณมากๆนะครับ ส่วนเพลงปี๋ใหม่เมือง ได้รับการอุปถัมภ์จากผมเอง
ปอลอสี่ เอนทรีมีสาระ จะกลับมาเร็วๆนี้ สาบานได้ เปี้ยง~~~ (เมฆดำมาแต่ไกลเลย)
.

.

.
ของแถม
ปีนี้พี่กูเราก็ไม่พลาดร่วมเทศกาลสงกรานต์กับเรา ด้วยโลโก้รับสงกรานต์

แต่มีเฉพาะหน้าของไทยนะครับ หน้าของประเทศอื่น ก็เป็นโลโก้ปกติ